22/07/2017
#อันนี้สำคัญมาก อยากให้ทุกคนอ่านให้จบยาวหน่อย
ผิวหน้าปกติเมื่อทาเจลว่านหางจระเข้ แล้วจะไม่มีอาการ แสบหน้าหรือร้อนผ่าวบนผิวหน้า เพราะเจลว่านหางจระเข้ตัวนี้ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่ใส่สี ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวหน้า แต่หากทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้า แสดงว่าผิวหน้ามีการตกค้างของสารสเตียรอยด์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ หน้าใสไร้สิว อย่างรวดเร็ว แต่เกิดผลเสียและเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ใช้ครีม)
หลายคนมีการใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ซ้ำหลายครั้งและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนผิวหน้าเกิดการติดสารสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเริ่มแรกที่ใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ ผิวหน้าจะขาวใสและสิวจะยุบอย่างรวดเร็ว (แต่สิวเหล่านั้นจะไม่ได้หายไปไหน หากแต่ สเตียรอยด์ ไปกดสิวเอาไว้ให้อยู่ภายใต้ผิวหนัง รอวันประทุออกมา)
พอใช้ไปได้สักระยะนึง ผิวหน้าจะเกิดการดื้อสาร’สเตียรอยด์’ นั่นคือ การใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ในปริมาณเดิมก็ไม่สามารถทำให้หน้า’ขาวใสไร้สิว‘ได้เหมือนเดิม และเมื่อหยุดใช้ครีมดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก
นั่นคือ จะเกิดการประทุของสิวที่ถูกกดเอาไว้ สิวจำนวนมากมายจะถูกดันออกมา จนเห่อเต็มผิวหน้า มีลักษณะบวมแดง อุดตัน เม็ดใหญ่และเป็นหนอง(เรียกว่า สิวอุดตันขั้นรุนแรง หรือ สิวสเตียรอยด์ )
สุดท้ายใบหน้าก็จะดูแย่มากและเกิดรอยแผลเป็นจากสิวเป็นจำนวนมาก(บางคนรับไม่ได้กับสภาพผิวหน้าที่แย่แบบนี้ จนกลับไปใช้ครีมผสมสเตียรอยด์แบบนี้อีก เพื่อ‘รักษาสิว’และกดให้สิวลงไปซ่อนภายใต้ผิวหน้าอีกครั้ง)
การที่ผิวติดสารสเตียรอยด์จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ใช้เป็นอย่างมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของครีมดังกล่าวที่ทำให้หลายคนเมื่อหลงกลเข้าไปใช้แล้วไม่สามารถหลุดออกมาจากวังวนดังกล่าวได้
ก็คือ จะไม่สามารถใช้ครีมตัวอื่นได้เลย นอกจากครีมนั้นจะมี สเตียรอยด์ ผสมอยู่ด้วย ❗️❗️เมื่อใดที่ใช้ครีมตัวอื่น(ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์) จะเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้าและรู้สึก แสบหน้า เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผิวหน้าก็จะมี สิวผุด และเห่อออกมาจำนวนมาก❗️❗️
❗️❗️ดังนั้นหากผิวหน้าของเราเกิดการติดสารสเตียรอยด์แล้ว ก็ควรเลิกใช้ครีมดังกล่าวทันที อดทนและหักห้ามใจให้มากเมื่อต้องเผชิญกับภาวะสิวเห่อเต็มหน้า (มีลักษณะเป็น สิวอุดตัน และ สิวอักเสบ ขึ้นเป็นจำนวนมาก)
ในระยะเยียวยาผิวหน้านี้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวหน้าในการทำความสะอาดหน้า(ไม่ผสมน้ำหอมและแอลอกอฮอล์ได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองผิวหน้า) เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มีส่วนผสมของสารเคมีน้อย เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าให้ดีขึ้น
และด้วยผิวหน้าที่บางลงเพราะ สเตียรอยด์ เราควรใช้ครีมกันแดดในการปกป้องผิวหน้าของเราจากแสงแดดให้ดี แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสูตรไร้น้ำมันและไม่หนืดข้น เพื่อปกป้องและลดการอักเสบของผิวหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นจากแสงแดดได้
❗️❗️❗️ดังนั้นด้วยสรรพคุณในการฟื้นฟูผิวหน้า ,ไม่ผสมแอลกอฮอล์,ไม่ใส่สี และด้วยเนื้อว่านหางจระเข้แบบเต็มคุณภาพของเจลว่านหางจระเข้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาผิวติดสารสเตียรอยด์เป็นอย่างมาก
หากช่วงแรกๆที่ทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิด❗️❗️❗️อาการแสบร้อนบนผิวหน้า ให้ทาเจลในปริมาณบางๆติดต่อกันหลังล้างหน้าเช้า-เย็น เป็นระยะเวลา 3-5 วัน ผิวหน้าก็จะดีขึ้นและอาการแสบร้อนก็จะหมดไป และหาดกดสิวมาทาแต้มที่สิวก็จะทีอาการแสบที่สิวปกติค่ะ ตื่นเช้ามาสิวยุบ ผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้นและเนียนขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหยุดและเลิกใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์อย่างเด็ดขาด เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและผิวหน้าที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
#เจลว่านหางจระเข้LB
ผิวหน้าปกติเมื่อทาเจลว่านหางจระเข้ แล้วจะไม่มีอาการ แสบหน้าหรือร้อนผ่าวบนผิวหน้า เพราะเจลว่านหางจระเข้ตัวนี้ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่ใส่สี ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวหน้า แต่หากทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้า แสดงว่าผิวหน้ามีการตกค้างของสารสเตียรอยด์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ หน้าใสไร้สิว อย่างรวดเร็ว แต่เกิดผลเสียและเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ใช้ครีม)
หลายคนมีการใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ซ้ำหลายครั้งและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนผิวหน้าเกิดการติดสารสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเริ่มแรกที่ใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ ผิวหน้าจะขาวใสและสิวจะยุบอย่างรวดเร็ว (แต่สิวเหล่านั้นจะไม่ได้หายไปไหน หากแต่ สเตียรอยด์ ไปกดสิวเอาไว้ให้อยู่ภายใต้ผิวหนัง รอวันประทุออกมา)
พอใช้ไปได้สักระยะนึง ผิวหน้าจะเกิดการดื้อสาร’สเตียรอยด์’ นั่นคือ การใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ในปริมาณเดิมก็ไม่สามารถทำให้หน้า’ขาวใสไร้สิว‘ได้เหมือนเดิม และเมื่อหยุดใช้ครีมดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก
นั่นคือ จะเกิดการประทุของสิวที่ถูกกดเอาไว้ สิวจำนวนมากมายจะถูกดันออกมา จนเห่อเต็มผิวหน้า มีลักษณะบวมแดง อุดตัน เม็ดใหญ่และเป็นหนอง(เรียกว่า สิวอุดตันขั้นรุนแรง หรือ สิวสเตียรอยด์ )
สุดท้ายใบหน้าก็จะดูแย่มากและเกิดรอยแผลเป็นจากสิวเป็นจำนวนมาก(บางคนรับไม่ได้กับสภาพผิวหน้าที่แย่แบบนี้ จนกลับไปใช้ครีมผสมสเตียรอยด์แบบนี้อีก เพื่อ‘รักษาสิว’และกดให้สิวลงไปซ่อนภายใต้ผิวหน้าอีกครั้ง)
การที่ผิวติดสารสเตียรอยด์จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ใช้เป็นอย่างมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของครีมดังกล่าวที่ทำให้หลายคนเมื่อหลงกลเข้าไปใช้แล้วไม่สามารถหลุดออกมาจากวังวนดังกล่าวได้
ก็คือ จะไม่สามารถใช้ครีมตัวอื่นได้เลย นอกจากครีมนั้นจะมี สเตียรอยด์ ผสมอยู่ด้วย ❗️❗️เมื่อใดที่ใช้ครีมตัวอื่น(ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์) จะเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้าและรู้สึก แสบหน้า เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผิวหน้าก็จะมี สิวผุด และเห่อออกมาจำนวนมาก❗️❗️
❗️❗️ดังนั้นหากผิวหน้าของเราเกิดการติดสารสเตียรอยด์แล้ว ก็ควรเลิกใช้ครีมดังกล่าวทันที อดทนและหักห้ามใจให้มากเมื่อต้องเผชิญกับภาวะสิวเห่อเต็มหน้า (มีลักษณะเป็น สิวอุดตัน และ สิวอักเสบ ขึ้นเป็นจำนวนมาก)
ในระยะเยียวยาผิวหน้านี้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวหน้าในการทำความสะอาดหน้า(ไม่ผสมน้ำหอมและแอลอกอฮอล์ได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองผิวหน้า) เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มีส่วนผสมของสารเคมีน้อย เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าให้ดีขึ้น
และด้วยผิวหน้าที่บางลงเพราะ สเตียรอยด์ เราควรใช้ครีมกันแดดในการปกป้องผิวหน้าของเราจากแสงแดดให้ดี แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสูตรไร้น้ำมันและไม่หนืดข้น เพื่อปกป้องและลดการอักเสบของผิวหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นจากแสงแดดได้
❗️❗️❗️ดังนั้นด้วยสรรพคุณในการฟื้นฟูผิวหน้า ,ไม่ผสมแอลกอฮอล์,ไม่ใส่สี และด้วยเนื้อว่านหางจระเข้แบบเต็มคุณภาพของเจลว่านหางจระเข้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาผิวติดสารสเตียรอยด์เป็นอย่างมาก
หากช่วงแรกๆที่ทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิด❗️❗️❗️อาการแสบร้อนบนผิวหน้า ให้ทาเจลในปริมาณบางๆติดต่อกันหลังล้างหน้าเช้า-เย็น เป็นระยะเวลา 3-5 วัน ผิวหน้าก็จะดีขึ้นและอาการแสบร้อนก็จะหมดไป และหาดกดสิวมาทาแต้มที่สิวก็จะทีอาการแสบที่สิวปกติค่ะ ตื่นเช้ามาสิวยุบ ผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้นและเนียนขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหยุดและเลิกใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์อย่างเด็ดขาด เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและผิวหน้าที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
#เจลว่านหางจระเข้LB