Dad & Mum เซรั่มบำรุงหน้า กระจ่างใส เรียบเนี?

Serum ที่ผลิตและวิจัยโดยอาจาร์ยผู้เชี่ยวชาญด้าน Serum คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีส่วนประกอบสำคัญ คือ คลอลาเจน และ โซเดียม ไฮยาลูโรเนต มีคุณสมบัติช่วยลบริ้วรอย ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียบ รูขุมขนเล็กลง ใช้รองพื้นทำให้ทาแป้งได้เนียนไม่เป็นก้อน

12/03/2020

พรุ่งนี้ 9 โมงตรงจะได้รู้กัน
"หน้ากากอนามัยหายไปไหน ? "
เเล้วพบกันครับ อยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมฝากไว้ได้เลยครับ

11/12/2019
11/12/2019
10/12/2019
10/12/2019

กินแป้ง

13/05/2019

เมล็ดแฟลกซ์ ลดคอเลสเตอรอลก็ดี ต้านมะเร็งก็เริด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com

เมล็ดแฟลกซ์ ธัญพืชตัวนิด ผลผลิตจากต้นลินิน ของดีสรรพคุณล้ำค่า ทั้งป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย และควบคุมน้ำหนักได้ดีเยี่ยม

ในขณะที่กระแสการรักสุขภาพยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะได้ยินชื่อของธัญพืชที่เราไม่ค่อยจะคุ้นเคยเสียเท่าไรหนาหูขึ้นเนื่องด้วยสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงลิบทำให้ธัญพืชเหล่านั้นกลายเป็นที่นิยมกันมากขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นเมล็ดเจียนี่ล่ะค่ะ แต่ยังมีธัญพืชอีกชนิดที่สรรพคุณโดดเด่นไม่แพ้กับธัญพืชชนิดอื่น ๆ นั่นก็คือ เมล็ดแฟลกซ์ อีกหนึ่งเมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ แต่ว่าเจ้าเมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณจะเป็นอย่างไร ดีกับร่างกายของเรามากขนาดไหน ใครบ้างที่รับประทานได้ และมีผลข้างเคียงหรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ คืออะไร ?

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดจากต้นลินิน (Linseed) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Linum usitatissimum L. เป็นเมล็ดพืชที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการค้นพบว่าเจ้าเมล็ดพืชชนิดนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงบาบิโลนเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และในศตวรรษที่ 8 ก็มีความเชื่อว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงเป็นที่นิยมปลูกเพื่อนำมาบริโภคอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมล็ดแฟลกซ์มีลักษณะคล้ายเมล็ดงาแต่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะนิยมนำเมล็ดแฟลกซ์มาบดก่อนจะนำมารับประทาน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในเมล็ดได้ดีกว่าการรับประทานเป็นแบบเมล็ด หรือจะรับประทานเป็นแบบน้ำมันสกัด แต่ในน้ำมันสกัดอาจมีคุณค่าทางสารอาหารไม่เท่าแบบบด อย่างสารลิกแนนที่พบในเมล็ดแฟลกซ์แบบบด พอมาอยู่ในรูปน้ำมันสกัดจากเมล็ดแฟลกซ์ กลับพบว่าไม่มีสารลิกแนนอยู่ในน้ำมันสกัดนะคะ

เมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณทรงคุณค่า ประโยชน์ดีที่คู่ควร

จากการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 สารลิกแนน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แถมยังมีไฟเบอร์สูง จึงทำให้เจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีสรรพคุณที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเมล็ดแฟลกซ์ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

- พลังงาน 534 กิโลแคลอรี
- โปรตีน 18.26 กรัม
- ไขมัน 42.16 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 28.88 กรัม
- ไฟเบอร์ 27.3 กรัม
- แคลเซียม 255 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 5.73 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 392 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 642 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 813 มิลลิกรัม
- โฟเลต 87 ไมโครกรัม
- วิตามินเค 4.3 มิลลิกรัม
- ไขมันไม่อิ่มตัวพันธะคู่ (โอเมก้า 3, 6) 28.73 กรัม

นอกจากนี้สรรพคุณของเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังโดดเด่นอีกหลายด้าน ทั้งช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำหนัก หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ทั้งนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีสรรพคุณอีกมากมายดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

มีการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเติมเมล็ดแฟลกซ์ลงในอาหารนั้น สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ชนิดนี้จะไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนั่นเอง

2. ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

อาหารที่มีส่วนประกอบของผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และพืชตระกูลถั่ว รวมทั้งอาหารที่มีกรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid) สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วก็สามารถช่วยบรรเทาให้อาการอยู่ในระดับที่ดีได้ ซึ่งในเมล็ดแฟลกซ์นั้นต่างก็มีทั้งไฟเบอร์ที่ดีต่อหัวใจและกรดอัลฟาไลโปอิก รวมทั้งไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีการวิจัยพบอีกด้วยว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยให้ความดันโลหิตในร่างกายของผู้ที่มีโรคความดันโลหิตลดลงได้อีกด้วย

3. ป้องกันโรคมะเร็ง

สารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์ ถือเป็นอาวุธที่ล้ำค่าในการป้องกันโรคมะเร็งเลยเชียวล่ะ เนื่องจากสารนี้จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ให้เซลล์เหล่านั้นมีความเสี่ยงเป็นเซลล์มะเร็ง โดยมีการค้นพบว่าเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ทั้งนี้ก็ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะหากผู้หญิงรับประทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน เนื่องจากการได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของระบบฮอร์โมนและกลายเป็นโรคมะเร็งเต้านมในที่สุดค่ะ

4. ป้องกันโรควัยทอง

ข่าวดีสำหรับหญิงในวัยหมดประจำเดือนเลยล่ะค่ะ เพราะเจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีการศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ สามารถทดแทนการรับประทานฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมล็ดแฟลกซ์เพียง 40 กรัม มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับยาฮอร์โมนที่ใช้ในการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน และช่องคลอดแห้งในสตรีวัยทองได้ แต่ถึงอย่างนั้นเองก็ยังมีการศึกษาอื่นออกมาแย้งว่า เมล็ดแฟลกซ์ไม่สามารถรักษาอาการโรควัยทองได้ และไม่สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้

5. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะความผิดปกติได้ โดยอาจจะทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังอาจจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน รวมทั้งเกิดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหอบหืด โรคอ้วน และปัญหาเรื่องการเผาผลาญได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ และช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

6. ช่วยระบบขับถ่าย

เมล็ดแฟลกซ์นั้นมีไฟเบอร์ทั้งสองชนิดคือ ชนิดที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้นี่ล่ะที่ช่วยสร้างเสริมให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกบ่อย ๆ และเพราะเหตุนี้นั่นเองจึงทำให้เมล็ดแฟลกซ์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ เพราะเมื่อระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ก็จะลดลงค่ะ

7. บำรุงเล็บและเส้นผม

กรดไขมันโอเมก้า 3 ในเมล็ดแฟลกซ์ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบำรุงหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเล็บและเส้นผม ช่วยป้องกันการแห้งเสียของผม รวมทั้งช่วยบำรุงสุขภาพเล็บไม่ให้เปราะบางและหักง่าย อีกทั้งยังทำให้ทั้งเส้นผมและเล็บดูสุขภาพดีอีกด้วย

8. ป้องกันภาวะมีบุตรยาก และมะเร็งต่อมลูกหมาก

ใช่ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะดีกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ไขมันในเมล็ดแฟลกซ์ก็ดีกับคุณผู้ชายเช่นกันค่ะ เพราะสามารถช่วยลดการบวมและการอักเสบของต่อมลูกหมากได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมให้สเปิร์มแข็งแรงและมีสุขภาพดี เพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ นอกจากนี้สารอาหารในเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในอวัยวะเพศชายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ

9. รักษาภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้านั้นก็มีสาเหตุมาจากภาวะร่างกายที่ไม่สมดุลได้เช่นกัน โดยมีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีทั้ง DHA และ EPA ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยสารชนิดนี้ก็มีอยู่มากในเนื้อปลาและวอลนัท หากรับประทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลในร่างกายได้ และให้ผลดีเช่นเดียวกับการรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าเลยล่ะค่ะ

10. บำรุงตับ

การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกเผยเแพร่ในเว็บไซต์ Nutrition Research ได้เปิดเผยว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ซึ่งมีสารลิกแนนนั้น สามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคตับได้ โดยปริมาณที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการรับประทานสารสกัดลิกแนนจากเมล็ดแฟลกซ์ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมทุกวัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วยตนเองด้วย เช่น การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกดื่มไปเลย เพราะถึงแม้จะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ แต่หากยังดื่มหนักก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้หรอกค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้เมล็ดแฟลกซ์

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ว่าการนำมาใช้ก็ยังอาจจะมีผลข้างเคียงกับคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้อย่างถูกวิธีและใช้ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยข้อควรระวังมีดังนี้ค่ะ

1. หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์โดยเด็ดขาด เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์ มีสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาจจะเป็นอันตราย แต่หากในร่างกายมีฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์บางอย่างได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจก่อนที่รับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะดีกว่าค่ะ

2. ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกมาผิดปกติ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะเข้าไปทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ดังนั้นหากมีปัญหาสุขภาพดังกล่าว ห้ามใช้เด็ดขาดค่ะ

3. แม้ว่าจะมีบางการศึกษาพบว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ แต่ถ้าหากใช้ควบคู่กับการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานก็อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไปจนอยู่ในระดับที่อันตราย ดังนั้นหากจะใช้ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดค่ะ หรือทางที่ดีปรึกษาแพทย์ก่อนดีกว่า

4. ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือมีหลอดอาหารแคบ และมีภาวะการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ เพราะปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้อาการยิ่งเลวร้ายลงได้ค่ะ

5. ผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดแฟลกซ์ เพราะแม้ว่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่สารบางชนิดในเมล็ดแฟลกซ์อาจส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมากเกินไปจนต้องรับประทานยาควรจะเลี่ยงดีกว่าค่ะ

6. เมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตที่สูงได้ แต่สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำยิ่งกว่าเดิม และอาจทำให้เป็นอันตรายได้ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ ?

เมล็ดแฟลกซ์เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์นี่ล่ะที่จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ช่วยป้องกันการรับประทานจุบจิบหรือการรับประทานมากเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดความอ้วน แต่ทั้งนี้ก็ควรจะรับประทานควบคู่กับอาหารเพื่อสุขภาพจะดีที่สุด เพราะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์มากไปอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

เมล็ดแฟลกซ์ กินอย่างไร ?

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักและสามารถนำไปผสมกับอาหารหรือขนมได้ แต่การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ที่ถูกต้องคือ ควรนำเมล็ดไปบดก่อน เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์ที่ยังเป็นเมล็ดอยู่นั้น ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเพื่อดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เต็มที่ค่ะ ฉะนั้นเลือกซื้อแบบที่บดสำเร็จแล้วมาใช้จะสะดวกกว่า หรือถ้าหากอยากนำมาบดเองก็สามารถทำได้ โดยวิธีการรับประทานก็ไม่ยาก หากเป็นเมล็ดแฟลกซ์ที่บดแล้วก็สามารถนำมาโรยลงบนอาหารหรือเครื่องดื่มได้ทันที

นอกจากนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีการสกัดเป็นน้ำมัน หรือสกัดเป็นอาหารเสริมเพื่อไว้รับประทานได้อีกด้วย จะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่จะสะดวกเลยล่ะค่ะ

ได้ทราบคุณประโยชน์ดี ๆ ของเจ้าธัญพืชล้ำค่าอย่างเมล็ดแฟลกซ์กันไปแล้ว ใครที่สนใจอยากหามาลองรับประทานละก็ ขอแนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนจะดีกว่า เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์ก็เป็นธัญพืชที่มีผลข้างเคียงในการใช้ และเพื่อให้ทราบวิธีรับประทานเมล็ดแฟลกซ์อย่างได้สุขภาพได้ประโยชน์อย่างแท้จริงค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
U.S. National Library of Medicine
mensfitness.com
whfoods.org
herbwisdom.com

FLAXSEED อาหารมหัศจรรย์ ต้านความดันโลหิต14 December 2018ขอขอบคุณข้อลูลจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/แก้ควา...
29/04/2019

FLAXSEED อาหารมหัศจรรย์ ต้านความดันโลหิต
14 December 2018

ขอขอบคุณข้อลูลจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/

แก้ความดันโลหิตสูง ด้วย FLAXSEED

นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์ ได้เขียนบทความในคอลัมน์ Wellness Class นิตยสารชีวจิต แนะนำอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วย แก้ความดันโลหิตสูง มีความโดดเด่นในด้านของสารอาหาร นั่นก็คือเจ้า Flaxseed นั่นเอง ลองมาดูว่าคุณหมอแนะนำอะไรดีๆ ไว้บ้าง

แฟลกซ์ซีด พืชที่ช่วยลดความดันโลหิตสูง

แฟลกซ์ซีด สุดยอดอาหารที่มีคุณสมบัติโดดเด่น

ผู้มาเข้าคอร์สสุขภาพที่เวลเนสวีแคร์มักถามผมว่า ถ้าจะกินอาหารเพื่อลดความดันโลหิต มีชนิดไหนที่มีคุณประโยชน์โดดเด่นบ้าง ผมก็มักตอบว่า หลักฐานวิทยาศาสตร์ ยืนยันได้แน่นอนในภาพรวมว่าพืชผักผลไม้และถั่วต่างๆเป็นอาหารที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยเน้นให้กินพืชผักเยอะๆและหลากหลาย

แต่ถ้าจะถามว่า พืชชนิดไหนที่มีคุณประโยชน์โดดเด่น งานวิจัยระดับสูงในคน (หมายความว่า วิจัยด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ) พบว่าพืชที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ดีที่สุดนั้น น่าจะเป็นแฟลกซ์ซี้ด (Flaxseed) คำตอบของผมเป็นข้อมูลพื้นฐานจากผลวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะมีพืชชนิดอื่นที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ดีแต่ไม่มีใครทำวิจัย

คุณประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ

งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แฟลกซ์ซี้ดเพื่อลดความดันโลหิตนี้มีการตีพิมพ์ไว้ในวารสารความ ดันโลหิตสูง (Hypertension) โดยทดลองในอาสาสมัคร 110 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งให้กินแฟลกซ์ซี้ดบดวันละ 30 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) อีกกลุ่มหนึ่งให้กิน ผงแฟลกซ์ซี้ดปลอมซึ่งทำจากธัญพืชชนิดอื่น วันละ 30 กรัม โดยทำการวิจัยอยู่นาน 6 เดือน แล้วคอยติดตามวัดค่าความดันโลหิตและเจาะเลือดดูกรดไขมันโอเมก้า – 3 และสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารอาหารจากแฟลกซ์ซี้ดเป็นระยะ ๆ

พบว่า กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดและมีค่าความดันโลหิตตัวบนสูงเกิน 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ความดันโลหิตสามารถ ลดลงได้15 มิลลิเมตรปรอท ส่วนกลุ่มที่กินผง แฟลกซ์ซี้ดปลอม ความดันโลหิตไม่ได้ลดลงเลย ส่วนค่าความดันโลหิตตัวล่างนั้น กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดมีค่าความดันโลหิตตัวล่างลดลงเฉลี่ย 7 มิลลิเมตรปรอท

ส่วนกลุ่มที่กิน ผงแฟลกซ์ซี้ดปลอม ค่าความดันโลหิตก็ไม่ลดลงเลย

เมื่อวัดระดับกรดไขมันโอเมก้า – 3 ในเลือดก็พบว่า

กลุ่มที่กินแฟลกซ์ซี้ดมีกรดไขมันโอเมก้า – 3 เพิ่มขึ้น 2 – 50 เท่า

ส่วนกลุ่มที่กินผงปลอมไม่มีการเพิ่มขึ้นของกรดไขมันโอเมก้า – 3 เลย

งานวิจัยเรื่องนี้เป็นหลักฐานที่ดีมากซึ่งช่วย ให้วงการแพทย์สรุปได้ว่า แฟลกซ์ซี้ดเป็นอาหารที่พิสูจน์ได้แล้วว่าช่วยลดความดันโลหิตลงได้อย่างโดดเด่นที่สุด และมีผลต่อเนื่องแน่นอน คือ ลดความดันโลหิตได้ 15/7 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายาเสียอีก เพราะยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE Inhibitor สามารถลดความดัน โลหิตลงได้เพียง 5/2 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น ส่วนยาลดความดันโลหิต กลุ่มยาปิดกั้นแคลเซียม เช่น Norvasc, Cardizem ก็ช่วยลดความดันโลหิต ลงได้8/3 มิลลิเมตรปรอทเช่นกัน แถมยังมีผลข้างเคียงอีกสารพัด

แฟลกซ์ซีคเทียบกับอาหารชนิดอื่นๆ

ก่อนหน้านี้มีการวิจัยเกี่ยวกับอาหารชนิดต่างๆที่ช่วยลดความดันโลหิตชนิดที่ดีรองลงมาคือ

บีตรู้ต ซึ่งพบว่า การดื่มน้ำบีตรู้ตปั่นวันละ 500 กรัม (2 แก้ว) ช่วยลดความดันโลหิตตัวบนลงได้เฉลี่ย 5 มิลลิเมตรปรอท ดื่มน้ำบีตรู้ตปั่นวันละ 2 แก้ว ช่วยลดความดันโลหิต
เมื่อวัดความดันโลหิตภายในเวลา 6 ชั่วโมงหลังดื่ม เปรียบเทียบกับน้ำปั่นหลอก ซึ่งไม่ช่วยลดความดันโลหิตลงเลยเพียงแต่งานวิจัยเรื่องนี้เปรียบเทียบสุขภาพอาสาสมัครหลังดื่มน้ำบีตรู้ตในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ได้เปรียบเทียบผลระยะยาวหลายเดือนเหมือนงานวิจัยของแฟลกซ์ซี้ด

และคนก็มักจะถามผมต่ออีกว่า แฟลกซ์ซี้ดอยู่ในอาหารจำพวกไหน ซื้อได้ที่ไหน กินนานๆแล้วจะมีผลข้างเคียงไหม คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินได้ไหม

ตอบว่าแฟลกซ์ซี้ดเป็นอาหารจำพวกธัญพืช (Grain) คล้ายข้าวหรือ ข้าวสาลี ราคาไม่แพง มีขายตามร้านซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป รวมทั้งที่ร้านเลมอนฟาร์ม
แฟลกซ์ซี้ดนี้กินมากๆเป็นเวลานานๆก็ไม่มีผลข้างเคียง เพราะเป็นธัญพืชเหมือนข้าว แต่จะกินทั้งเมล็ดไม่ได้ เพราะกินเข้าไปอย่างไรก็จะออกมาอย่างนั้น ดังนั้นต้องบดเป็นผงก่อน ร่างกายจึงจะย่อยได้

ส่วนที่ถามว่าคนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินแฟลกซ์ซี้ดได้ไหม

ตอบว่า คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำกินอะไรก็ได้ครับ เพราะแท้จริงแล้วโรคความดันโลหิตต่ำไม่ใช่โรคอะไรเลย แต่เป็นมธุรสวาจาของหมอที่นิยมใช้บอกคนไข้ที่ไม่ยอมออกจากคลินิกทั้งที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรสักอย่าง หรือพูดแบบบ้าน ๆ โรคความดันโลหิตต่ำแปลว่ โรคคิดไปเอง นั่นล่ะ

26/04/2019

บำรุงสายตาด้วยสุดยอด 6 ผัก-ผลไม้...แถมประหยัดเงินในกระเป๋า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sukkaphap-d.com

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมัยนี้เราใช้สายตากันมากขึ้น ไหนจะจ้องจอคอมทั้งวัน ไหนจะมือถือ ไอแพด แท็บเล็ต และยังมีทีวีที่ต้องดูข่าวสารอีก นี่ยังไม่รวมเวลาอ่านเอกสารทำงานด้วยนะ เรียกได้ว่าใช้สายตาจนสมองมึนงงไปเลยทีเดียว

ฉะนั้นการดูแลสายตาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เราควรถนอมสายตาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ก่อนที่จะต้องตัดแว่นหรือทำการรักษา

คุณรู้หรือไม่ว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันนั้น มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โดยเฉพาะใครที่ต้องใช้สายตาตอนกลางคืนแล้วล่ะก็ รีบมารู้จักสารอาหารดีๆ ซะตอนนี้เลย

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับสายตา

1. วิตามินเอ เป็นสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา และมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นเวลากลางคืน เราสามารถพบได้ในผักใบเขียว พวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักใบโขม และฟักทอง

2. วิตามินบี มีการศึกษาที่พบว่าวิตามินบี1 และ บี12 มีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้ โดยแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้ คือ ตับ ไข่ เนื้อสัตว์และนมสด

3. วิตามินซี วิตามินซีเป็นที่รู้กันดีว่าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเหี่ยวย่อนของผิวพรรณ แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันยังช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม กะหล่ำดอก บรอกโคลี่ เป็นต้น

4. วิตามินอี เป็นวิตามินอีกตัวที่ช่วยชะลอความแก่ ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา จากการศึกษาพบว่ามีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกเช่นเดียวกัน พบได้มากในน้ำมัน ธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด และถั่วเหลือง

5. เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตมินเอ นั้นเอง ซึ่งมีบทบาทในการต้านสารอนุมูลอิสระและช่วยในการมองเห็นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการมองในเวลากลางคืน จะพบได้มากในผัก ผลไม้ ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง และผักบุ้ง

6 ผัก -ผลไม้บำรุงสายตา

1. ฟักทอง ขึ้นชื่อเป็นผลไม้บำรุงสายตาที่มีประโยชน์หลากหลาย เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตาย และที่สำคัญมีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินบำรุงสายตา มีเบต้าแคโรทีน มีสาร Antioxidant ในปริมาณเข้มข้น จึงช่วยต้านมะเร็งด้วย นั้นเอง

2. ผักบุ้ง เป็นผักบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้ปวดตา และยังมีเบต้าแคโรทีนสูง นอกจากผักบุ้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด รู้หรือไม่ว่าการรับประทานผักบุ้งให้ได้สารอาหารครบถ้วนนั้น ควรรับประทานแบบสด หรือลวกเล็กน้อย แต่ถ้าต้องการผัดให้ใส่น้ำมันนิดเดียวเท่านั้น

3. มะม่วงสุก ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามะม่วงสุกช่วยยังไง ก็อย่างที่บอกว่าผลไม้ที่มีสีเหลืองช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี ฟอสฟอรัส ใยอาหาร ซึ่งเป็นสารอาการบำรุงสายตา บำรุงเหงือกและฟัน แถมยังช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยลดสิวเสี้ยนและริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมะม่วงสุกมีรสชาติหอม หวาน แถมยังนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีมมะม่วง อร่อยจนซัดหมดถ้วยไปเลย อย่างงี้ไม่เรียกผลไม้บำรุงสายตาได้ไง เน๊อะ

4. แครอท รู้หรือไม่ว่าแคอรอทมีสารต้านแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตา เพราะมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีที่มีในดวงตาทำให้ไวต่อแสง นอกจากนี้วิตามินเอในแครอทยังช่วยให้มีสุขภาพผิวที่ดี และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้

5. ตำลึง เป็นผักบำรุงสายตาที่หาได้ง่าย มักจะเกิดเองตามรั้วบ้าน แต่มีสารอาหารสูงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ตำลึงเป็นพืชที่มีเบต้าแคโรทีน ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ เป็นสารอาหารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุด

6. เบอร์รี่สีเข้ม เช่น บิลเบอรี่ บลูเบอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะมีสารแอนโดไซยานินส์ เพื่อให้การมองเห็นในตอนกลางคืนดีขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องขับรถในเวลากลางคืนเป็นประจำ ยิ่งเราใช้สายตามากเท่าไหร่ ยิ่งไม่บำรุงรักษา มันก็ยิ่งเสื่อมสภาพไปเร็วเท่านั้น และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะเสียใจที่ไม่ลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันผลไม้บำรุงสายตาอย่างเบอร์รี่มีขายแบบสกัดเข้มข้น หาทานง่าย ได้ประโยชน์รวดเร็ว ลองซื้อมาดื่มบำรุงสายตาดูนะค่ะ

ดวงตาเปรียบดังหน้าต่างของหัวใจ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะสมัยนี้ต้องใช้สายตามากกว่าเดิม ไหนจะเพ่งจอคอมโน้ตบุ๊ค ไอแพด มือถือ แบบนี้จะไม่ให้หาผัก ผลไม้มาบำรุงสายตายังไงไหว ถ้าใครเห็นว่าบทความนี่ดี อยากแชร์ไปให้เพื่อนๆ ได้ดูแลตัวเอง รีบจัดไปเลยจ้า นอกจากนี้ทางเว็บของเรายังมีบทความดีๆ ที่เชื่อถือได้อีกมากนะจ๊ะ

ฝึกการหายใจ ผ่อนคลายความเครียดโดย Patcharee Bonkham| วันที่ 24 สิงหาคม 2560ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ ไร้พุง How to สลายน้...
25/04/2019

ฝึกการหายใจ ผ่อนคลายความเครียด
โดย Patcharee Bonkham
|
วันที่ 24 สิงหาคม 2560

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ ไร้พุง How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3 อ. จาก https://www.thaihealth.or.th/Content/

วิธีผ่อนคลายความเครียดที่ง่ายที่สุดและทำได้ทุกเวลาคือ “การหายใจ” ตามปกติคนทั่วไปจะหายใจตื้นๆ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายน้อยกว่าที่ควร ยิ่งเมื่อเกิดอาการเครียด การหายใจก็จะถี่และตื้นกว่าเดิม การฝึกลมหายใจช้าๆลึกๆ อย่างถูกวิธีจะทำให้หัวใจเต้นช้าลง การเผาผลาญอาหารสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตลดลง สมองแจ่มใส ความเครียดลดลง และอามรมณ์ดีขึ้น

วิธีการฝึก

- นั่งในท่าที่สบายแล้วหลับตา
- ค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมนับเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ 1...2...3...4... ให้รู้สึกว่าท้องพองออกกลั้นหายใจเอาไว้ชั่วครู่
- ค่อยๆ หายใจออก นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับตอนที่หายใจเข้า ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้าๆ 1...2...3...4...5...6...7...8... พยายามใส่ลมหายใจออกมาให้หมด

สังเกตว่าหน้าท้องแฟบลงทำซ้ำอีก โดยให้หายใจเข้าช้าๆ กลั้นไว้แล้วหายใจออก โดยช่วงเวลาที่หายใจออกให้นานกว่าช่วงเวลาหายใจเข้า

คำแนะนำ

1.ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด รู้สึกหิว รู้สึกไม่สบายใจ หรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้ โดยทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง

2.เพื่อสุขภาพที่ดี ควรฝึกหายใจไปพร้อมกับการออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวัน

3.ทุกครั้งที่หายใจออกให้รู้สึกได้ว่าผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด เหลือไว้แต่ความรู้สึกโล่งสบายขึ้น
ในแต่ละวันควรฝึกหายใจที่ถูกวิธีให้ได้ ประมาณ 40 ครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องทำติดต่อในคราวเดียวกัน

วิตามินซีช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง  จากการวิจัยล่าสุดBy Krok  On March 15, 2017 In สุขภาพและความงาม Tagged มะเร็ง, วิตามินซ...
23/04/2019

วิตามินซีช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง จากการวิจัยล่าสุด

By Krok On March 15, 2017 In สุขภาพและความงาม Tagged มะเร็ง, วิตามินซี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Dr. Krok https://www.drkrok.com/vitamin-c-can-target-and-kill-cancer-stem-cells/

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันทำได้โดยการใช้เคมีบำบัดซึ่งเป็นสารเคมีที่มีพิษและก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง การวิจัยใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นผลของการใช้วิตามินซีในการระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ในปี 2014 มีผู้ป่วยใหม่จากโรคมะเร็งประมาณ 14 ล้านคนทั่วโลก และในปี 2015 มะเร็งกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับสองของโลกจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก และมีการคาดการกันว่าภายใน 20 ปีจะมีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยใหม่จากโรคมะเร็งประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และนั้นจะทำให้โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด

ในปัจจุบันมีการรักษาโรคมะเร็งด้วยกันหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพอันเนื่องมาจากการรักษาที่ใช้สารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง ในมะเร็งบางชนิดที่รุนแรงจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาเหล่านี้มากนัก และเมื่อหยุดการรักษามะเร็งจะกลับมาเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นเป็นเซลล์มะเร็งที่เป็นสเต็มเซลล์ (cancer stem cells หรือ CSCs)

เซลล์มะเร็งที่เป็นสเต็มเซลล์คือเซลล์ที่ลักษณะเหมือนสเต็มเซลล์นั้นก็คือผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เซลล์มะเร็งในชนิดนี้จะกลับมาเจริญเติบโตใหม่และจะไม่หายไปถึงแม้จะได้รับการทำเคมีบำบัดแล้วก็ตาม

การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of Salford ในเมืองแมนเชสเตอร์ประเทศสหราชอาณาจักรเป็นวิจัยเบื้องต้นเพื่อดูผลของการใช้ยาบางชนิดที่ทำจากสารสังเคราะห์และจากสารธรรมชาติในการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่เป็นสเต็มเซลล์ ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Oncotarget

ในการวิจัยในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองผลของยาซึ่งเป็นสารเคมีสามชนิดได้แก่ยา แอคติโนนีน (actinonin) FK866 และ 2-DG กับสารจากธรรมชาติสามชนิดได้แก่ น้ำผึ้งเทียม (caffeic acid phenyl ester หรือ CAPE) ซิลิปินีน (silibinin) ซึ่งเป็นยางจากพืชสมุนไพรในตระกูลดอกเดซี่ และวิตามินซี

นักวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นศึกษากระบวนการทางเคมีต่างที่เป็นปัจจัยทำให้เซลล์มะเร็งที่เป็นสเต็มเซลล์เจริญเติบโต และนักวิทยาศาสตร์ต้องการที่จะใช้ยาและสารที่ได้จากธรรมชาติเข้าไปทำลายกระบวนการเผาผลาญอาหารของของเซลล์มะเร็ง เมื่อกระบวนการเผาผลาญอาหารถูกขัดขวางเซลล์ก็ไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอที่ใช้ในการเจริญและขยายจำนวนเซลล์

จากการทดลองของสารเหล่านี้ทีมของนักวิทยาศาสตร์พบว่าแอคติโนนีน (actinonin) และ FK866 เป็นสารมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการหยุดยั้งกระบวนการเผาผลาญอาหารของของเซลล์มะเร็ง ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าสารธรรมชาติช่วยในการหยุดหยั้งกระบวนการได้บางส่วนเช่นกัน และที่สำคัญพบว่าวิตามินซีจะมีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งมากกว่ายา 2-DG ถึง 10 เท่า

นอกจากนี้จากการศึกษาทำให้รู้ว่ากรดแอสคอร์บิกซึ่งเป็นสารที่พบในวิตามินซีจะไปหยุดยั้งกระบวนการทางเคมีที่เซลล์ย่อยสลายกลูโคสเพื่อทำให้เป็นพลังงานของเซลล์ และพลังงานที่ได้จะเป็นพลังงานที่เซลล์ใช้ในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน

นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลลินัส พอลลิงได้แสดงให้เห็นมาก่อนหน้านี้ว่าวิตามินซีมีสารที่ช่วยในการต่อต้านมะเร็ง แต่การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยที่ได้แสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ วิตามินซีมีอยู่มากมายในผลไม้และผัก การรับประทานผลไม้เป็นประจำไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น แต่ยังช่วยในการต่อต้านมะเร็งอีกด้วย และสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งวิตามินซีอาจจะช่วยในการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเหล่านี้ได้
________________________________________

ที่มา มหาวิทยาลัย University of Salford และ วารสาร

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จากข้อมูลขององค์การอนามั....

นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร และรักษาได้อย่างไร?ขอขอบคุณบทความจาก https://www.honestdocs.co/what-is-gall-bladder-and-how-to-cur...
23/04/2019

นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร และรักษาได้อย่างไร?

ขอขอบคุณบทความจาก https://www.honestdocs.co/what-is-gall-bladder-and-how-to-cure

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 575,114 คน
________________________________________

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือการเกิดก้อนนิ่วจากการตกผลึกของสารต่างๆ ภายในถุงน้ำดี ซึ่งก้อนนิ่วอาจมีขนาดใหญ่หรือเล็ก และอาจมีหลายก้อนก็ได้ ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องใกล้กับตับ และมีหน้าที่เก็บน้ำดีซึ่งมีส่วนสำคัญในการย่อยอาหาร การเกิดนิ่วในถุงน้ำดีจึงอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง และทำให้การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติได้

อาการของนิ่วในถุงน้ำดี

หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่หรือมีจำนวนมาก จนทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน ก็อาจส่งผลให้มีอาการผิดปกติได้ ดังนี้
• ปวดท้องด้านขวาบนอย่างรุนแรง อาจปวดร้าวไปถึงหลัง สะบักขวา และหน้าอก
• คลื่นไส้ อาเจียน พะอืดพะอม
• อาจมีอาการอาหารไม่ย่อย จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อได้

หากนิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ และตับอ่อนอักเสบ ซึ่งจะแสดงอาการที่เด่นชัดขึ้น เช่น
• อาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
• มีไข้สูง หนาวสั่น
• ปวดท้องรุนแรงมาก จนลุกนั่งไม่ได้

สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี

ก้อนนิ่วในถุงน้ำดีนั้นเกิดจากการตกผลึกของสารประกอบในน้ำดี 2 ชนิด ได้แก่ คอเลสเตอรอล และบิลิรูบิน นิ่วที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (cholesterol gallstones) จะพบได้บ่อยกว่า และมีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เหลือง หรือเขียว ในขณะที่นิ่วที่เกิดจากบิลิรูบิน (pigment gallstones) จะมีสีน้ำตาลหรือดำ ดังนั้น ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี จึงได้แก่

• ภาวะที่น้ำดีมีคอเลสเตอรอลมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูง ตับจึงขับคอเลสเตอรอลออกมาในน้ำดีมาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือกล้ามเนื้อถุงน้ำดีไม่สามารถบีบตัวนำคอเลสเตอรอลออกมาได้ ทำให้มีคอเลสเตอรอลตกค้างอยู่

• ภาวะที่น้ำดีมีบิลิรูบินมากเกินไป อาจเกิดจากโรคที่ทำให้ตับสร้างบิลิรูบินมาก เช่น โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบ หรือเกิดจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก เช่น ในภาวะโลหิตจาง หรือโรค G6PD เป็นต้น

• ภาวะที่น้ำดีมีความเข้มข้นมาก ทำให้คอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน มีโอกาสตกตะกอนและรวมตัวกับสารอื่นๆ ในน้ำดีกลายเป็นก้อนนิ่วได้สูง

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็กมาก และไม่มีอาการผิดปกติ ก็อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากก้อนนิ่วมีแนวโน้มจะขนาดใหญ่ขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก็ต้องรักษาตามแนวทางดังนี้

• ใช้ยาสลายนิ่ว
หากก้อนนิ่วมีขนาดไม่ใหญ่มาก และเป็นนิ่วที่เกิดจากคอเลสเตอรอล แพทย์มักให้ยาที่มีฤทธิ์ละลายก้อนนิ่ว ซึ่งได้แก่ ยา Chenodiol และยา Ursodiol แต่ยาดังกล่าวก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย คืออาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง

• ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออก
การผ่าตัดเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้รักษานิ่วในถุงน้ำดีที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และในกรณีที่ก้อนนิ่วไปอุดตันท่อน้ำดี หรือเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบ การผ่าตัดอาจใช้วิธี ผ่าแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่แพทย์นิยมใช้ เนื่องจากประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แผลมีขนาดเล็กลง ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด และลดเวลาพักฟื้นได้มาก แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่มาก และเกิดภาวะถุงน้ำดีอักเสบรุนแรง ก็จำเป็นต้อง ผ่าแบบเปิดหน้าท้อง (Open Cholecystectomy) ร่วมกับการส่องกล้องเพื่อหาก้อนนิ่วในท่อน้ำดี ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่ และต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด ปัจจุบันโรงพยาบาลจะทำการผ่าตัดแบบส่องกล้องเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับโรงพยาบาลรัฐฯ จะอยู่ที่ 30,000 - 50,000 บาท ส่วนโรงพยาบาลเอกชน ราคาจะสูงกว่า คือประมาณ 70,000 – 1xx,### บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล ระยะเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาล และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถใช้สิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม และประกันสุขภาพ สำหรับค่ารักษาพยาบาลในส่วนของการผ่าตัดได้ (ไม่รวมค่าห้องพิเศษ)

การพักฟื้นหลังผ่าตัด ในกรณีที่ผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก จึงอาจจำเป็นต้องนอนพักที่โรงพยาบาล 2-3 คืน จากนั้นก็กลับมาพักฟื้นที่บ้านอีก 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย

การป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี

• ควบคุมน้ำหนัก และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลั่งคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากเกินไป

• หากต้องการลดน้ำหนัก ควรลดอย่างถูกวิธีและค่อยเป็นค่อยไป เพราะการที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากกว่าปกติ

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือการเกิดก้อนนิ่วจากการตกผลึกของสารต่างๆ ภายในถุงน้ำดี ซึ่งก้อนนิ่วอาจมีขนาดใหญ่ห.....

ที่อยู่

Si Racha
20230

เบอร์โทรศัพท์

+66 89 019 7686

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dad & Mumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Dad & Mum:

แชร์