Baby Seanto ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Baby Seanto, Samutpraken.

12/06/2022

#จงมีความสุขเป็นของตนเอง

ลูกเกิดมาเพื่อมีชีวิต “เป็นของตนเอง”

มีความสุขในแบบตัวเอง

และมีอิสระในตัวเอง

พ่อแม่ที่มีลูก “เป็นความสุขทุกอย่างของชีวิต”

จะเป็นพ่อแม่ที่มีความทุกข์ง่ายในชีวิต

เพราะเรากำลังยึดติด...

กับชีวิต... ที่ต่างเป็นของใครของมัน

กับชะตา... ที่เราก็ควบคุมบางอย่างไม่ได้

กับความรัก... ที่มักเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามเงื่อนไขของกาลเวลา

นอกจากความสุขจากการเป็นพ่อแม่...

จงหาว่าความสุขอื่นในชีวิตเราคืออะไร

และแบ่งเวลาไปใช้กับการสร้างความสุขเหล่านั้นเสมอ

ความสุขจากการได้เสพ ฟังเพลง ท่องเที่ยว อ่านหนังสือดีๆ เข้าสปา หาของกิน ฯลฯ

ความสุขจากการรู้ว่าตัวเองยังมีศักยภาพ มีความสามารถ

ความสุขจากการได้เป็นคนที่มีความหมายและสร้างอะไรที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น

จงมีชีวิต ที่มีความสุข “เป็นของตนเอง”

เพราะลูกไม่ได้เกิดมามี “หน้าที่” เป็นความสุขของใคร... ไปตลอดชีวิต

อย่าปล่อยให้ลูกเป็นเพียงความสุขเดียว

เพราะความรักที่ยึดติดมากไป...

เมื่อเผลอไผลมันจะกลายร่างเป็นความ “เห็นแก่ตัว”

และหลายครั้ง ความรักที่ดี...

คือความรักที่ปลดปล่อยกันและกันออกจากพันธนาการ

“เพื่อการเติบโต”

รัก...

เข้าใจ...

ให้อภัย...

ปล่อยวาง...

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้เชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของใคร แม้แต่ร่างกายและชีวิตเราเอง

อ้าว... ว่าจะเขียนให้สั้น ไม่สั้นอีกละ 🤣🤣🤣

*บทความรีรัน

09/04/2022
27/01/2022
25/01/2022

เด็กวัย 3-5 ปี
อัดแน่นด้วยจินตนาการ เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกผ่านการเล่น
พัฒนาการขั้นที่สามของมนุษย์ (วัย 3-5 ปี) ตามทฤษฎีของ Erik Erikson คือ การพัฒนา "ความคิดริเริ่ม (Innitiative)" เด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง พวกเขาจะพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด นอกจากนี้จินตนาการจะเข้ามามีส่วนสำคัญในโลกของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก
พลังวิเศษของเด็กวัยนี้คือ "จินตนาการ"
ทุกอย่างเป็นไปได้ในความคิดของพวกเขา
และพลังเหลือล้นในการเล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ด้วยเหตุนี้การเล่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาร่างกาย จิตใจ ความคิด อารมณ์ และสังคมของเด็กวัยนี้เป็นอย่างมาก การเล่นทำให้เด็กๆ สามารถทดลอง ทั้งลองผิดลองถูกตามความคิดของตนเอง และความสนุกที่เกิดจากอิสระทางความคิดได้ปลดปล่อยให้เด็กๆ เล่นอย่างสนุกสนาน การเล่นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญของเด็กๆ วัยนี้ ได้แก่
การเล่นโดยใช้ร่างกาย เช่น การปีนป่าย การวิ่งเล่น การกระโดด และอื่นๆ
การเล่นบทบาทสมมติ เช่น การสมมติให้ตัวเองหรือพ่อแม่และคนรอบตัวที่เล่นด้วยเป็นสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ การสมมติให้สิ่งของรอบตัวเป็นอะไรก็ตามในจินตนาการของตน
การเล่นทดลองเพื่อตอบคำถามสิ่งที่เด็กๆ อยากรู้
“เทรนด์ชุดเจ้าหญิงและชุดซุปเปอร์ฮีโร่”
เมื่อเด็กๆ อยู่ในช่วงวัยที่เริ่มเล่นบทบาทสมมติได้ (Pretend Play) พวกเขาจะอินกับชุดฮีโร่ เจ้าหญิง หน้ากากต่างๆ มากเป็นพิเศษ ตู้เสื้อผ้าของเด็กวัยนี้จึงเต็มไปด้วยชุดเหล่านี้หรือบางบ้านอาจจะมีแค่ชุดเดียว เด็กๆ ก็จะใส่แต่ชุดนี้ซ้ำๆ ไม่ว่าจะไปข้างนอก หรือ อยู่บ้านก็ตาม เพราะสำหรับพวกเขาเวลาสวมชุดเหล่านี้ จิตนาการทำเด็กๆ เชื่อสนิทใจว่าพวกเขามีพลังวิเศษราวกับเป็นตัวละครของชุดเหล่านั้น
ปล่อยพวกเขาบ้าง หากลูกอยากแต่งชุดเอลซ่าไปกินข้าวนอกบ้าน
หรืออยากจะใส่ชุดสไปเดอร์แมนไปเล่นที่สวน
เพราะเพียงพริบตาเดียว ความจริงจะเข้ามาเยือนพวกเขาอยู่ดี
ให้เด็กๆ ได้เป็นเด็กอย่างเต็มที่ในเวลาที่พวกเขาเหลืออยู่
**********
[Fixation]
ในทางตรงกันข้าม พ่อแม่ห้ามและสั่งมากกว่าการตั้งคำถามและสอนด้วยเหตุผล หรือ ห้ามไม่ให้ลูกเล่น แต่บังคับหรือคาดหวังลูกเกินวัย เช่น การอ่านให้ออกอย่างคล่องแคล่ว เขียนให้ตรงบรรทัดเป็นระเบียบ และการสอบแข่งขันตั้งแต่ปฐมวัย (เด็กวัย 0-6 ปี)
เด็กๆ จะไม่สามารถพัฒนาความคิดและการรับรู้ว่า “ความคิดของตนเองเป็นที่ยอมรับ” เพราะพ่อแม่มักตำหนิและตัดสินตัวเขาว่า “ถูกหรือผิด” ตลอดเวลา ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในพัฒนาการของเด็กแทนที่จะเป็นความกล้าที่จะคิดริเริ่ม พวกเขาอาจจะพัฒนาความกลัวผิด (Guilt) ขึ้นมาแทน
เด็กๆ ที่กลัวว่า “ตัวเองจะทำอะไรผิด” ตลอดเวลา มักจะไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือ จะมีความวิตกกังวลที่สูง ส่งผลให้พวกเขามักจะรอคอยคำสั่งจากผู้อื่นอยู่เสมอ และที่แย่ไปกว่านั้น คือ เด็กๆ อาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงคุณค่าหรือความสามารถของตนเองที่แท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกลดทอนไปตั้งแต่วันที่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร มักจะไม่เคยดีพอในสายตาของพ่อแม่ที่เขารัก
อย่าทำลายมนต์วิเศษของเด็กๆ ด้วยการบังคับให้พวกเขาโตก่อนวัยอันควร
***
ภารกิจที่สำคัญของพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเด็กวัย 3-5 ปี คือ “การอนุญาตให้เด็กๆ ได้เล่นอย่างที่เด็กวัยเขาควรได้เล่น และได้ทดลองสิ่งที่เขาอยากรู้ โดยมีพ่อแม่คอยดูแลและสนับสนุน”
หน้าที่หลักของผู้ใหญ่ คือ "การเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเล่นอิสระของเด็ก" ได้แก่
(1) พื้นที่ที่ปลอดภัย
ปิดรูปลั๊กไฟ ไม่มีของอันตราย หรือ ของที่อยู่สูงเกินเด็กเอื้อมถึง และหากเลอะเทอะแล้วทำความสะอาดในภายหลังได้อย่างง่ายดาย อาจจะใช้การปูผ้ายางกันเปื้อนก่อนจะปล่อยให้เด็กๆ เล่น
(2) วัตถุดิบและอุปกรณ์สำหรับเล่น
ของเล่นต่างๆ ทั้งแบบ Free form และสำเร็จรูป เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อพลาสติก ตุ๊กตา รถของเล่น เป็นต้น
วัสดุและวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น หิน ดิน ทราย ไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เป็นต้น
(3) อุปกรณ์สำหรับสร้างสรรค์งาน เช่น
กาว กรรไกร สีต่างๆ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรสอนให้เด็กๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ถูกวิธี ก่อนจะมอบให้พวกเขาไป และในเด็กเล็กต่ำกว่า 6 ปี ผู้ใหญ่ควรให้การดูแลระหว่างที่เด็กๆ ใช้อุปกรณ์เหล่านี้
**********
“การเล่นอิสระ” ไม่ได้เท่ากับ “การปล่อยปละละเลย” เพราะ ก่อนปล่อยเด็กๆ เล่นอิสระ ผู้ใหญ่มีหน้าที่บอกกติกาหรือขอบเขตให้ชัดเจน ได้แก่
ข้อ 1 เราจะไม่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ
ข้อ 2 เราจะไม่ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ
ข้อ 3 เราจะไม่ทำให้ข้าวของเสียหาย เล่นแล้วเก็บ และทำความสะอาดให้เหมือนเดิม
หากเล่นแล้ว ทำผิดกติกา ผู้ใหญ่มีหน้าที่ย้ำเตือนเรื่องกติกาที่เราตกลงกัน โดยอาจจะตกลงกับเขาไว้ว่า “แม่จะเตือนลูก 2 ครั้ง ถ้าเกิดครั้งที่ 3 แม่จะเข้าใจว่า ลูกไม่พร้อมเล่นสิ่งนี้ เพราะลูกไม่คุมตัวเอง”
***********
สุดท้าย “ผู้ใหญ่ต้องไม่กลัวเด็กเบื่อ”
ผู้ใหญ่หลายคนกลัวว่า การอ่านหนังสือนิทานเล่มเดิมๆ ให้เด็กๆ ฟัง การให้เด็กๆ เล่นของเล่นเดิมๆ หรือ การไม่มีของเล่นใหม่ๆ ให้พวกเขาเล่น จะไม่ดีต่อเด็ก
ในความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้ง “ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์" เกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ เบื่อ
ดังนั้น ผู้ใหญ่อย่ากลัวว่าเด็กๆ จะเบื่อ เราอย่าคิดแทนเด็กๆ เพราะอย่าลืมว่าเด็กวัยนี้มีพลังวิเศษที่ชื่อว่า "จินตนาการ" ให้พวกเขาอยู่กับความเบื่อบ้าง เพื่อที่เด็กๆ จะได้ร่ายมนต์สร้างสรรค์โลกของเขาขึ้นมา
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Widick, C, Parker, C A, & Knefelkamp, L (1978) Erik Erikson and psychosocial development New directions for student services, 1978(4), 1-17

23/07/2021

“กอด”
“อ้อมกอด” จากพ่อแม่ที่รัก คือ สัมผัสรักแรกที่เด็กทุกคนรับรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิด
อ้อมกอดไม่เพียงแต่สร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยให้กับตัวผู้ถูกกอดและผู้กอดแล้ว
ยังสามารถสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ก่อเกิดเป็นความรักได้อีกด้วย
“เราทุกคนควรได้รับการกอด"
ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือ ผู้สูงวัย เราทุกคนต่างต้องการความปลอดภัยความไว้วางใจและความรัก
การกอดที่เรียบง่ายช่วยเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นในตัวพวกเราทุกคน
นอกจากนี้ทุกครั้งที่เรากอดใครสักคน เราจะได้รับการกอดกลับเสมอ เพราะการกอดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทางเดียว คนสองคนต้องกระทำสิ่งนี้พร้อมกัน...
**********
หากเปรียบเทียบพลังแห่ง “การกอด” ที่ส่งผลกับคนแต่ละวัย จะพบว่า...
การกอดในเด็กแรกเกิด ช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับโลกใบนี้
การกอดในเด็กปฐมวัย ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองและความอ่อนโยน
การกอดในเด็กประถม ช่วยสร้างกำลังใจและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
การกอดในเด็กวัยรุ่น ช่วยสร้างการยอมรับและมองเห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น
การกอดในผู้ใหญ่ ช่วยสร้างพลังใจในการใช้ชีวิตและบรรเทาความวิตกกังวลลง
การกอดในผู้สังวัย ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าและบรรเทาความเจ็บปวดของร่างกายในวัยชรา
**********
“กอดลูกทุกวัน”
“กอด” ในวันที่ลูกร้องไห้งอแง
“กอด” ในวันที่ลูกดื้อรั้น
“กอด” ในวันที่ลูกทำสิ่งดีๆ ให้ชื่นชม
“กอด” ในวันที่เราหมดแรง
“กอดกันทุกวัน” ไม่ว่าวันนั้นจะสุขหรือทุกข์ เรากับลูกจะผ่านมันไปด้วยกัน
“กอดกันทุกวัน" ในวันที่เรายังมีกัน
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

13/07/2021

สมองของเด็กปฐมวัย "อ่านหนังสือให้ลูกฟัง" vs "ใช้เวลากับหน้าจอ"
การอ่านหนังสือให้ลูกฟังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของสมอง
ช่วงเวลานี้ เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ แต่พัฒนาการของเด็กๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ทุกวันที่ผ่านไป เราสามารถช่วยพวกเขาอย่างไรให้เติบโตต่อไปได้
ในความเป็นจริงแล้ว เด็กๆ ปฐมวัย หรือ เด็กอนุบาลแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องเรียนวิชาการที่หนักหน่วงผ่านการดูหน้าจอเป็นเวลายาวนาน เพราะสิ่งสำคัญสำหรับวัยของพวกเขา คือ “การเล่น” และ "การช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐาน” เพื่อเตรียมความพร้อมสมอง กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่สำหรับการเรียนรู้ในวัยถัดไป
ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่และผู้ใหญ่สามารถช่วยเด็กๆ ได้ คือ การให้พวกเขาได้เล่น ได้ออกแรงทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง และอีกสิ่งสำคัญ คือ “การอ่านหนังสือให้พวกเขาฟัง"
**********
กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลเด็กซินซินนาติ John Hutton ได้กล่าวว่า “สมองของเด็กเล็กเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ขวบปีแรกของชีวิต จึงเป็นโอกาสทองที่ผู้เลี้ยงดูจะให้การกระตุ้นผ่านการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาสมอง เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ เป็นหลายเท่าตัว”
ศูนย์การวิจัย “Reading & Literacy Discovery Center” ของโรงพยาบาลเด็กซินซินนาติ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวเพื่อศึกษาความแตกต่างของสมองของเด็กปฐมวัยที่ผู้เลี้ยงดูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ กับ เด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอโดยเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบภาพถ่ายสมองจากเครื่อง MRI ของเด็กทั้งกลุ่มพบว่า...
ภาพถ่ายสมองของเด็กปฐมวัยที่ผู้เลี้ยงดูมักอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ จะพบว่า "ในบริเวณสีแดงที่ปรากฏในสมองได้แสดงถึง "การเจริญเติบโตของสมองเนื้อสีขาว (White matter) ซึ่งทำหน้าที่จัดระเบียบและประมวลผลในด้านภาษาและ *ทักษะด้านรู้อ่านรู้เขียน (Literacy skills) บริเวณสมองเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กๆ ในขั้นที่สูงถัดไป"
*"ทักษะรู้อ่านรู้เขียน" เป็นทักษะที่ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ (reading & writing) แต่หมายรวมถึง “ฟัง พูด อ่าน เขียน” กล่าวคือ มีความเข้าใจความหมายของคำต่างๆ และสามารถสื่อสารคำต่างๆ เหล่านั้นออกมาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ในขณะที่ภาพถ่ายสมองของเด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน จะพบว่า “ในบริเวณสีน้ำเงินที่ปรากฏในสมองได้แสดงถึง “การไม่พัฒนา กล่าวคือ สมองส่วนเนื้อสีขาวไม่มีการจัดระเบียบหรือประมวลผลข้อมูลอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ล่าช้าของเด็กได้”
**********
"ความสำคัญของเนื้อสมองสีขาว (White matter)"
สมองของมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ทำงานสัมพันธ์กันเพื่อให้สมองทำงานอย่างราบรื่น
สองส่วนนั้น คือ...
(1) สมองเนื้อสีเทา (Grey matter)
เป็นเนื้อเยื่อสมองที่อยู่ด้านนอก โดยมี เซลล์ประสาท (Neuron) เดนไดร์ต (Dendrite) แอกซอน (Axon) เซลล์ค้ำจุนประสาท และหลอดเลือดฝอย เป็นส่วนประกอบ ทำหน้าที่การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและการรับประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การคิด การจำ เป็นต้น
(2) สมองเนื้อสีขาว (White matter)
เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน และเป็นส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาท มีแต่เซลล์คำจุนระบบประสาท และแอกซอน ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ หรือ กระแสประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาทบริเวณเนื้อสมองสีเทา
**********
นอกจากหลักฐานทางภาพถ่ายสมองแล้ว ยังมีหลักฐานทางการทดสอบทางสติปัญญาระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มอีกด้วย
ผลการทำแบบทดสอบทางสติปัญญา (Cognitive tests) ยังพบว่า “เด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน มี “ทักษะด้านรู้อ่านรู้เขียน (Literacy skills) ในด้านการเข้าใจความหมายของคำ" "ด้านการใช้ภาษาส่ง (Expressive language)” และ "ด้านการระบุชื่อของวัตถุสิ่งของต่างๆ อย่างรวดเร็ว (Rapidly name objects)" ต่ำกว่าเด็กที่ผู้เลี้ยงดูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ”
คุณหมอ John Hutton ยังกล่าวอีกว่า “การใช้เวลากับหน้าจอยาวนานอาจจะทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การเล่นโดยใช้จินตนาการ การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น”
**********
คำถาม 1 “เราควรอ่านหนังสืออะไรให้ลูกฟังดี? จำเป็นไหมที่ต้องอ่านหนังสือเล่มใหม่ๆ ให้เขาฟังเสมอ?”
คำตอบ “ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสืออะไรให้ลูก ย่อมเกิดผลดีกับพัฒนาการทางสมองและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกทั้งนั้น ขอแค่หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเหมาะสมกับวัย จะเป็นหนังสือที่เคยอ่านแล้ว จะอ่านอีกก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การใช้เวลาอ่าหนังสือให้ลูกฟังสม่ำเสมอ เพื่อให้สมองของลูกค่อยๆ เติบโตไปในทุกๆ วัน”
คำถาม 2 “เราต้องอ่านแบบไหนดี?”
คำตอบ “ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามนี้ ขอเพียงเราสบายใจที่จะอ่านอย่างไรกับลูก ก็สามารถใช้วิธีนั้นได้เลย อ่านธรรมดาๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสอง เสียงสามแต่อย่างใด เพราะเนื้อหาและภาพจะช่วยกระตุ้นให้สมองของเด็กๆ ทำงานอัตโนมัติ”
คำถาม 3 “ไม่มีโอกาสเจอลูก จะอ่านหนังสือให้เขาฟังอย่างไรดี?”
คำตอบ “ใช้เครื่องมือสื่อสารช่วย อาจจะเล่าผ่านวิดีโอคอล หรือ การโทรไปแล้วเปิดลำโพงย่อมได้เช่นกัน เพราะการพูดคุยและการเล่านิทาน ใช้เวลาไม่นานเกินเวลาที่เด็กปฐมวัยควรใช้หน้าจออยู่แล้ว อย่างมากที่สุดก็คือ 10-15 นาที ที่สำคัญ การใช้หน้าจอตรงนี้ เป็นการปฏิสัมพันธ์สองทาง (ภาษารับ-ภาษาส่ง) พ่อแม่โต้ตอบกับลูก ไม่ใช่แค่เพียงลูกดูหน้าจอเพียงอย่างเดียว”
**********
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ไม่เพียงแค่สมองของลูกที่จะพัฒนา แต่สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกจะเติบโตไปด้วย สร้างลูกที่มีอยู่จริง และสร้างเราพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
สุดท้าย การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กปฐมวัย และวัยอื่นๆ หากไม่ไหว พ่อแม่และผู้ใหญ่ไม่ควรฝืน เพราะการเรียนรู้สามารถพัฒนาได้ด้วยวิธีอื่นๆ แต่หากกดดันและฝืนต่อ อาจจะไม่ใช่แค่เพียงการเรียนอย่างเดียวที่พัง ด้านอื่นๆ อาจจะพังไปด้วย โดยเฉพาะ "สุขภาพใจของลูกและพ่อแม่"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Hutton, J. S., Horowitz-Kraus, T., Mendelsohn, A. L., DeWitt, T., Holland, S. K., & C-Mind Authorship Consortium. (2015). Home reading environment and brain activation in preschool children listening to stories. Pediatrics, 136(3), 466-478.
https://edition.cnn.com/2020/01/16/health/child-brain-reading-books-wellness/index.html

ใกล้เปิดเทอมแล้ว ลูกๆต้องมีกระบอกน้ำส่วนตัว👯‍♀️👯‍♂️👩‍👧‍👦 พร้อมจัดส่งให้ถึงหน้าบ้านทุกวัน 🦸‍♂️🦸‍♀️ปลอดเชื้อ ✅  ปลอดภัย💯 แ...
26/06/2021

ใกล้เปิดเทอมแล้ว ลูกๆต้องมีกระบอกน้ำส่วนตัว👯‍♀️👯‍♂️
👩‍👧‍👦 พร้อมจัดส่งให้ถึงหน้าบ้านทุกวัน 🦸‍♂️🦸‍♀️
ปลอดเชื้อ ✅ ปลอดภัย💯 แม่มั่นใจ👨‍👩‍👦‍👦
กระติกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิเด็ก ร้อน-เย็น
- พร้อมสายสะพายปรับได้ พกพาสะดวก
- มีฝาแบบหลอด แบบเท เปลี่ยนได้
- เก็บอุณภูมิได้นาน 6-8 ชม.
- ความจุ 500 ml.

#กระบอกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิ #ขวดน้ำสำหรับเด็ก #เก็บความร้อนความเย็น
#กระติกน้ำเด็ก #กระบอกน้ำเด็ก #สินค้าเด็ก

คิตตี้ โดเรม่อน 💕💙 มาแล้วจ้าาาา 🐱👩‍👧‍👦 พร้อมจัดส่งให้ถึงหน้าบ้านทุกวัน 🦸‍♂️🦸‍♀️ปลอดเชื้อ ✅  ปลอดภัย💯 แม่มั่นใจ👨‍👩‍👦‍👦กระ...
23/06/2021

คิตตี้ โดเรม่อน 💕💙 มาแล้วจ้าาาา 🐱
👩‍👧‍👦 พร้อมจัดส่งให้ถึงหน้าบ้านทุกวัน 🦸‍♂️🦸‍♀️
ปลอดเชื้อ ✅ ปลอดภัย💯 แม่มั่นใจ👨‍👩‍👦‍👦
กระติกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิเด็ก ร้อน-เย็น
- พร้อมสายสะพายปรับได้ พกพาสะดวก
- มีฝาแบบหลอด แบบเท เปลี่ยนได้
- เก็บอุณภูมิได้นาน 6-8 ชม.
- ความจุ 500 ml.

#กระบอกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิ #ขวดน้ำสำหรับเด็ก #เก็บความร้อนความเย็น
#กระติกน้ำเด็ก #กระบอกน้ำเด็ก #สินค้าเด็ก

17/03/2021

#ลูกขอเล่นก่อนทำการบ้านได้ไหม?

“สวัสดีค่ะคุณหมอ เคยฟังมาว่า ถ้าจะสร้างวินัย ให้เด็ก ทำงานบ้าน ทำการบ้าน แล้วค่อยเล่น และ ถ้าต้องการเสริมพัฒนาการควรให้เด็กเล่นทราย

ลูกชาย6 ขวบค่า เค้ามีการบ้านจากรร. พอกลับมาถึงบ้านน้องบอกอยากเล่นทราย เราควรให้เค้าเล่นก่อนหรือทำการบ้าน งานบ้าน ก่อนดีคะ”

เคยพยายามให้เค้าทำการบ้านก่อน พอทำเสร็จกลายเป็นไม่อยากเล่นทรายแล้ว อยากขอดูโทรทัศน์เลย

อย่างนี้ควรจัดยังงัยดีค้า”...........................................

งานของเด็ก 6 ขวบคือ “เล่น”

จัดให้การเล่นเป็น priority ก่อน

ให้ทำการบ้านแล้วค่อยเล่น ก็ได้ฝึกเรื่องการควบคุมตนเอง ฝึกการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน (ฝึก EF)

ให้เล่นก่อนแล้วกลับมาจัดการการบ้าน ก็ได้ฝึกเรื่องการบริหารจัดการเวลา ฝึกเรื่องความคิดยืดหยุ่น (ฝึก EF) เหมือนกัน

ถ้าเล่นก่อน แล้วการบ้านไม่เสร็จก็แค่มองหาสาเหตุ แล้วลองวิธีใหม่

ทำได้หมดเลยค่ะ 😊

เลี้ยงลูกเราเน้นการ “สร้างกระบวนการ” ไม่ใช่ผลลัพธ์

คาดว่าคำถามข้อนี้คงเป็นที่สงสัยของหลายบ้าน

เลี้ยงลูกหลายครั้งใช้สัญชาตญาณมากกว่าใช้ตำรา 😁😁

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้ก็ปล่อยให้ลูกฝึกเลือกและจัดการตัวเองได้ในหลายๆวัน

Cr.ภาพ planforkids

ขอบคุณรูปน่ารักๆจากทางบ้านด้วยค่ะ 🥰🦸‍♂️🦸‍♀️ #กระบอกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิ  #ขวดน้ำสำหรับเด็ก  #เก็บความร้อนความเย็น  #กระติ...
08/02/2021

ขอบคุณรูปน่ารักๆจากทางบ้านด้วยค่ะ 🥰🦸‍♂️🦸‍♀️

#กระบอกน้ำเด็กเก็บอุณหภูมิ #ขวดน้ำสำหรับเด็ก #เก็บความร้อนความเย็น
#กระติกน้ำเด็ก #กระบอกน้ำเด็ก #สินค้าเด็ก #ของขวัญวันเกิดลูก #รีวิวสินค้า

ที่อยู่

Samutpraken

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Baby Seantoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์