13/07/2021
สมองของเด็กปฐมวัย "อ่านหนังสือให้ลูกฟัง" vs "ใช้เวลากับหน้าจอ"
การอ่านหนังสือให้ลูกฟังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของสมอง
ช่วงเวลานี้ เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ แต่พัฒนาการของเด็กๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ทุกวันที่ผ่านไป เราสามารถช่วยพวกเขาอย่างไรให้เติบโตต่อไปได้
ในความเป็นจริงแล้ว เด็กๆ ปฐมวัย หรือ เด็กอนุบาลแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องเรียนวิชาการที่หนักหน่วงผ่านการดูหน้าจอเป็นเวลายาวนาน เพราะสิ่งสำคัญสำหรับวัยของพวกเขา คือ “การเล่น” และ "การช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐาน” เพื่อเตรียมความพร้อมสมอง กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่สำหรับการเรียนรู้ในวัยถัดไป
ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่และผู้ใหญ่สามารถช่วยเด็กๆ ได้ คือ การให้พวกเขาได้เล่น ได้ออกแรงทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง และอีกสิ่งสำคัญ คือ “การอ่านหนังสือให้พวกเขาฟัง"
**********
กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลเด็กซินซินนาติ John Hutton ได้กล่าวว่า “สมองของเด็กเล็กเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ขวบปีแรกของชีวิต จึงเป็นโอกาสทองที่ผู้เลี้ยงดูจะให้การกระตุ้นผ่านการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาสมอง เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ เป็นหลายเท่าตัว”
ศูนย์การวิจัย “Reading & Literacy Discovery Center” ของโรงพยาบาลเด็กซินซินนาติ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวเพื่อศึกษาความแตกต่างของสมองของเด็กปฐมวัยที่ผู้เลี้ยงดูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ กับ เด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอโดยเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบภาพถ่ายสมองจากเครื่อง MRI ของเด็กทั้งกลุ่มพบว่า...
ภาพถ่ายสมองของเด็กปฐมวัยที่ผู้เลี้ยงดูมักอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ จะพบว่า "ในบริเวณสีแดงที่ปรากฏในสมองได้แสดงถึง "การเจริญเติบโตของสมองเนื้อสีขาว (White matter) ซึ่งทำหน้าที่จัดระเบียบและประมวลผลในด้านภาษาและ *ทักษะด้านรู้อ่านรู้เขียน (Literacy skills) บริเวณสมองเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กๆ ในขั้นที่สูงถัดไป"
*"ทักษะรู้อ่านรู้เขียน" เป็นทักษะที่ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ (reading & writing) แต่หมายรวมถึง “ฟัง พูด อ่าน เขียน” กล่าวคือ มีความเข้าใจความหมายของคำต่างๆ และสามารถสื่อสารคำต่างๆ เหล่านั้นออกมาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ในขณะที่ภาพถ่ายสมองของเด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน จะพบว่า “ในบริเวณสีน้ำเงินที่ปรากฏในสมองได้แสดงถึง “การไม่พัฒนา กล่าวคือ สมองส่วนเนื้อสีขาวไม่มีการจัดระเบียบหรือประมวลผลข้อมูลอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ล่าช้าของเด็กได้”
**********
"ความสำคัญของเนื้อสมองสีขาว (White matter)"
สมองของมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ทำงานสัมพันธ์กันเพื่อให้สมองทำงานอย่างราบรื่น
สองส่วนนั้น คือ...
(1) สมองเนื้อสีเทา (Grey matter)
เป็นเนื้อเยื่อสมองที่อยู่ด้านนอก โดยมี เซลล์ประสาท (Neuron) เดนไดร์ต (Dendrite) แอกซอน (Axon) เซลล์ค้ำจุนประสาท และหลอดเลือดฝอย เป็นส่วนประกอบ ทำหน้าที่การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและการรับประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การคิด การจำ เป็นต้น
(2) สมองเนื้อสีขาว (White matter)
เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน และเป็นส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาท มีแต่เซลล์คำจุนระบบประสาท และแอกซอน ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ หรือ กระแสประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาทบริเวณเนื้อสมองสีเทา
**********
นอกจากหลักฐานทางภาพถ่ายสมองแล้ว ยังมีหลักฐานทางการทดสอบทางสติปัญญาระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มอีกด้วย
ผลการทำแบบทดสอบทางสติปัญญา (Cognitive tests) ยังพบว่า “เด็กปฐมวัยที่ใช้เวลากับหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน มี “ทักษะด้านรู้อ่านรู้เขียน (Literacy skills) ในด้านการเข้าใจความหมายของคำ" "ด้านการใช้ภาษาส่ง (Expressive language)” และ "ด้านการระบุชื่อของวัตถุสิ่งของต่างๆ อย่างรวดเร็ว (Rapidly name objects)" ต่ำกว่าเด็กที่ผู้เลี้ยงดูอ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ”
คุณหมอ John Hutton ยังกล่าวอีกว่า “การใช้เวลากับหน้าจอยาวนานอาจจะทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การเล่นโดยใช้จินตนาการ การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น”
**********
คำถาม 1 “เราควรอ่านหนังสืออะไรให้ลูกฟังดี? จำเป็นไหมที่ต้องอ่านหนังสือเล่มใหม่ๆ ให้เขาฟังเสมอ?”
คำตอบ “ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสืออะไรให้ลูก ย่อมเกิดผลดีกับพัฒนาการทางสมองและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกทั้งนั้น ขอแค่หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเหมาะสมกับวัย จะเป็นหนังสือที่เคยอ่านแล้ว จะอ่านอีกก็ไม่เป็นไรเช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การใช้เวลาอ่าหนังสือให้ลูกฟังสม่ำเสมอ เพื่อให้สมองของลูกค่อยๆ เติบโตไปในทุกๆ วัน”
คำถาม 2 “เราต้องอ่านแบบไหนดี?”
คำตอบ “ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามนี้ ขอเพียงเราสบายใจที่จะอ่านอย่างไรกับลูก ก็สามารถใช้วิธีนั้นได้เลย อ่านธรรมดาๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสอง เสียงสามแต่อย่างใด เพราะเนื้อหาและภาพจะช่วยกระตุ้นให้สมองของเด็กๆ ทำงานอัตโนมัติ”
คำถาม 3 “ไม่มีโอกาสเจอลูก จะอ่านหนังสือให้เขาฟังอย่างไรดี?”
คำตอบ “ใช้เครื่องมือสื่อสารช่วย อาจจะเล่าผ่านวิดีโอคอล หรือ การโทรไปแล้วเปิดลำโพงย่อมได้เช่นกัน เพราะการพูดคุยและการเล่านิทาน ใช้เวลาไม่นานเกินเวลาที่เด็กปฐมวัยควรใช้หน้าจออยู่แล้ว อย่างมากที่สุดก็คือ 10-15 นาที ที่สำคัญ การใช้หน้าจอตรงนี้ เป็นการปฏิสัมพันธ์สองทาง (ภาษารับ-ภาษาส่ง) พ่อแม่โต้ตอบกับลูก ไม่ใช่แค่เพียงลูกดูหน้าจอเพียงอย่างเดียว”
**********
การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ไม่เพียงแค่สมองของลูกที่จะพัฒนา แต่สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกจะเติบโตไปด้วย สร้างลูกที่มีอยู่จริง และสร้างเราพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
สุดท้าย การเรียนออนไลน์สำหรับเด็กปฐมวัย และวัยอื่นๆ หากไม่ไหว พ่อแม่และผู้ใหญ่ไม่ควรฝืน เพราะการเรียนรู้สามารถพัฒนาได้ด้วยวิธีอื่นๆ แต่หากกดดันและฝืนต่อ อาจจะไม่ใช่แค่เพียงการเรียนอย่างเดียวที่พัง ด้านอื่นๆ อาจจะพังไปด้วย โดยเฉพาะ "สุขภาพใจของลูกและพ่อแม่"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Hutton, J. S., Horowitz-Kraus, T., Mendelsohn, A. L., DeWitt, T., Holland, S. K., & C-Mind Authorship Consortium. (2015). Home reading environment and brain activation in preschool children listening to stories. Pediatrics, 136(3), 466-478.
https://edition.cnn.com/2020/01/16/health/child-brain-reading-books-wellness/index.html