29/10/2016
รักลูก ต้องให้ลูกสตรอง?
การศึกษาแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่น
โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นจัดงานกีฬาถึง 3 ครั้งใน 1 ปี
แต่ถึงกระนั้นก็เป็นโรงเรียนอนุบาลยอดนิยมสูงสุดแห่งหนึ่ง
ขนาดผู้ปกครองหลายคนยอมสแตนบายรอการ cancel ของผู้ปกครองท่านอื่นๆ เพื่อลูกตัวเองจะได้เข้าศึกษาในอนุบาลแห่งนี้
โปรแกรมการเรียนที่นี่ก็แตกต่าง
ตอนที่นักข่าวสำนักข่าว NEWS Post Seven กำลังเข้าไปจะไปสัมภาษณ์กับผู้อำนวยการโรงเรียน
ก็เห็นภาพเด็กอนุบาลกลุ่มหนึ่ง
สภาพวิ่งไปร้องไห้ไปอยู่บนดาดฟ้าของตึก
พวกเขาวิ่งเท้าเปล่า แถมวิ่งเร็วสุดชีวิต
ข้างๆ มีคุณครูหนุ่มคอยกวดขันอยู่อย่างใกล้ชิด
“เอ้า วิ่งได้ 9 รอบ”
“ถ้าไม่ส่งเสียงครบทุกคน ก็จะไม่ให้เลิกวิ่งนะ นี่ไม่ใช่ให้มาวิ่งเล่นๆ นะ”
หนึ่งรอบมีระยะประมาณ 150 เมตร เด็กอนุบาลวัย 5 ขวบประมาณ 70 คนออกวิ่งตามที่คุณครูได้สั่ง
ท่ามกลางเสียงลมหายใจเข้าออกรัวๆ ก็จะได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่บ้าง
แต่สำหรับเด็กอนุบาลวัย 5 ขวบซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของอนุบาลแห่งนี้
แทบจะหาได้ไม่มากแล้วที่ยังร้องไห้อยู่
สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่.การเริ่มต้นของวันหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้เท่านั้นครับ...
โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้เริ่มจากเด็กเล็ก 4 คนในวันก่อตั้ง
จนตอนนี้เติบใหญ่มีถึง 4 สาขาในเมือง และอีก 3 สาขาในคะนะกาว่า
รวมทั้งสิ้นมีนักเรียนอนุบาลในเครือถึง 1,700 คน
ทุกๆ แห่งเต็มเหยียด จะสมัครเข้าเรียนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
งานกีฬาสีที่นี่จะถูกจัดถึง 3 ครั้ง ในเดือนมิถุนายน ตุลาคม และพฤศจิกายน
พี่ใหญ่สุดในโรงเรียนจะต้องผ่านการท้าทายด้วยการวิ่งแข่งขันระยะ 300 เมตร
และการต่อพิระมิดมนุษย์ (การต่อตัวขึ้นไปถึง 4 ชั้น)
นอกเหนือจากนั้นโรงเรียนแห่งนี้ยังมีจัดแข่งขันแชร์บอลในเดือนมิถุนายน
และเข้าแคมป์สกีในเดือนมกราคม และฟุตบอลในเดือนกุมภาพันธ์
เรียกได้ว่ากิจกรรมเชิงกีฬามีไม่หยุดไม่หย่อนตลอดทั้งปี
และวันสำคัญที่สุดของเด็กๆ เหล่านี้คือ "วันจบการศึกษาครับ"
ในวันนั้นเด็กๆ จะได้รับภารกิจว่าต้องผ่านการทดสอบสามอย่างนี้ให้ได้
คือ กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง 6 ชั้น, การตีลังกา, การยืนด้วยแขนสองข้างและศีรษะ ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่สำเร็จ ก็ถือว่าไม่จบการศึกษาทั้งชั้น
ฉะนั้น เพื่อนคนอื่นๆ ก็จะคอยส่งเสียงเชียร์เต็มที่ ให้เพื่อนที่กำลังจะกระโดดมีแรงฮึดเพื่อให้ข้ามสิ่งกีดขวางได้ สำเร็จไปด้วยกัน
นักข่าวสงสัยว่าทำไมโรงเรียนแห่งนี้ต้องวาง
โครงสร้างการเรียนการสอน(โหด) ถึงขนาดนี้
จึงได้เข้าไปสัมภาษณ์ท่านผู้อำนวยการ
ท่านบอกกับเราว่า
“เด็กมัธยมญี่ปุ่นสมัยนี้ไม่ค่อยอดทน
ไม่มีความจริงจังในตัวเอง
ทำให้เข้าชมรมได้ไม่นานก็ล้มเลิก”
แต่กีฬาเป็นศิลปะที่จะสอนให้เราสามารถก้าวขึ้นไปเหนือกว่าศักยภาพของตัวเอง
เพราะจะทำได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง จะให้ใครมาทำแทนไม่ได้
เมื่อผู้อำนวยการตั้งกฎเกณฑ์ว่า “ถ้าทำไม่สำเร็จ จะไม่ให้จบอนุบาลนะ”
คือการสร้างสถานการณ์ให้เด็กเกิดความพยายาม
พวกเค้าต้องหัดเจอสถานการณ์ที่มีความกดดันบ้าง"
และสิ่งสำคัญสูงสุดคือ วิธีการสอนสั่ง
แทนที่เราจะบอกว่า "ต้องทำนะ"
ให้เราเปลี่ยนไปใช้คำว่า
“ถ้าเริ่มทำแล้ว ต้องทำได้แน่ๆ”
เชื่อมั้ยครับเมื่อไม่บังคับ แต่ให้กำลังใจ
เด็กทุกคนจบการศึกษาได้อย่างปลอดภัยครับ
ตอนนี้ที่นี้เป็นสถาบันสำคัญแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น
แหล่งบ่มเพาะคนญี่ปุ่นให้แข็งแรงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ
ถ้าเป็นคุณล่ะ อยากส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลลักษณะนี้มั้ยครับ?
JapanSalaryman
**********************
หนังสือของผม "วิ่งตามฝัน ยังไงก็ชนะ"
วางแผงแล้วที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คทั่วประเทศ
และกำลังกระจายไปที่ร้านหนังสือชั้นนำอื่นๆ ภายในต้นพฤศจิกายนครับ
ใครกำลังตามล่า "หาความฝัน" ห้ามพลาดครับ
ที่มาของข่าว http://www.news-postseven.com/archives/20161022_455221.html?PAGE=1
photo cr: http://www.tsuzuki-ku.jp/upload/shop/0725ae48eeb4eeb75d100157132634d8.jpg