Perfect Professional Group

Perfect Professional Group Make it happen!

07/04/2024

ยินดีให้คำปรึกษา
ฟรี 1 ชั่วโมง

22/10/2023

“สมดุลของชีวิต” เริ่มต้นด้วย
การใช้แนวคิดลูกบอล 5 ลูก
จากอดีตซีอีโอ Coca Cola
ชีวิตของคุณไม่ได้มีแค่งานเท่านั้น
ถึงงานประจำที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ จะเป็นงานที่ต้องทำเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว คุณก็ไม่ควรลืมแบ่งเวลาว่างมาดูแลครอบครัวของคุณด้วยเช่นกัน
เพราะว่า การทุ่มแรงและเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน จะมีแต่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับครอบครัวแย่ลง ซึ่งนั้นจะเป็นตัวจุดชนวนที่ทำลายสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
อย่าเอาเวลาของคุณไปแลกกับงานเพียงเพราะต้องการเงิน แต่จงใช้เวลาร่วมกันกับคนในครอบครัวด้วย
มีข้อคิดหนึ่งจากอดีตซีอีโอของ Coca Cola ชื่อว่า Brian Dyson ที่เคยกล่าวในสุนทรพจน์กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย
เป็นข้อคิดในการทำงานที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์การทำงานทั้งชีวิตของเขา โดยมีใจความดังนี้
ชีวิตการทำงานของเราทุกคน เหมือนกับการโยนบอล 5 ลูก ขึ้นสู่อากาศและเลี้ยงมันไม่ให้ตกลงพื้น
ลูกบอลทั้งห้ามีชื่อว่า งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตวิญญาณ
คุณต้องเลี้ยงลูกบอลทั้ง 5 นี้ไม่ให้ตกลงพื้นตลอดชีวิตการทำงานของคุณ โดยลูกบอลทั้งหมดทำมาจากแก้ว ยกเว้นแค่ลูกเดียว นั้นก็คือ “งาน” ที่ทำจากยาง
ซึ่งหมายความว่า ระหว่างที่คุณโยนลูกบอลขึ้นสู่ฟ้าและเลี้ยงมันอยู่นั้น คุณไม่สามารถทำบอลลูกไหนตกพื้นได้ ยกเว้นบอลที่ชื่อ “งาน”
บอลยางที่ตกลงพื้นสามารถเด้งกลับมาได้ แต่บอลแก้วที่ตกลงพื้นนั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เอากลับคืนไม่ได้
เปรียบเหมือนการใช้ชีวิตของคุณ คุณสามารถพลาดเรื่อง “งาน” ได้ โดนตำหนิได้ โดนบ่นได้ และคุณสามารถลาออกและเริ่มงานใหม่ได้
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรื่องของ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตวิญญาณ แย่หรือพังลง คุณจะให้มันกลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก
ถ้าคุณเกิดทะเลาะกับครอบครัวหรือเพื่อนอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพวกเขาจะไม่เหมือนเดิม
และถ้าคุณไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลเรื่องอาหารการกิน ใช้งานร่างกายหนักเกินไป จนสุขภาพคุณแย่ลง ร่างกายคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ดังนั้น การรักษาสมดุลการทำงานหรือเลี้ยงลูกบอลทั้ง 5 ลูกนี้ คุณต้องรู้จักให้ความสำคัญกับแต่ละอย่างให้ดี บอลลูกไหนควรเลี้ยงต่อไป บอลลูกไหนควรหยุดและปล่อยมันไป
อย่าทุ่มเทกับงานจงลืมเรื่องสำคัญอื่นๆ ในชีวิต เพราะ ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย
เมื่อไหร่ที่คุณรักษาลูกบอลทั้งในเรื่อง งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตวิญญาณ ไว้ได้ เมื่อนั้น คำว่า “สมดุลของชีวิต” จะเริ่มเกิดขึ้นในชีวิตคุณ
เริ่มต้นวันใหม่ที่ดีด้วยการอ่านหนังสือสักเล่ม
แต่ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองควรอ่านเล่มไหน
ทักมาปรึกษา THE MONEY ได้เลย
สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ง่ายๆ ส่งตรงถึงหน้าบ้านคุณ
ได้ที่ Inbox เพจ THEMONEY
หรือคลิกลิงก์ที่อยู่ด้านล่างนี้ครับ
คลิกเลย https://shop.line.me//
_________________________________________
หากไม่อยากพลาดความรู้ทางการเงินและแรงบันดาลใจดี ๆ ที่มีมาเสิร์ฟทุกวัน ก็อย่าลืมกดติดตามเพจ THE MONEY

10/10/2023

[Leadership] 5 บทเรียนจาก ‘David Beckham’ อดีตนักฟุตบอลที่กลายเป็นนักธุรกิจ
วันนี้ Future Trends มีเรื่องราวของการเป็นผู้นำจากนักฟุตบอลในตำนานอย่าง ‘David Beckham’ ขวัญใจของใครหลายๆ คน อาจจะไม่รู้ว่าเบ็คแฮมก็มีมุมมองความเป็นผู้นำที่น่าสนใจในการถอดบทเรียนเช่นกัน โดยจะเป็นอย่างไรสามารถ ไปหาคำตอบด้านล่างได้เลย
[ 5 บทเรียนการเป็นผู้นำจาก ‘David Beckham’ ]
1. Respect - ความเคารพ ⚽
เบ็คแฮม เล่าถึงวิธีที่ เฟอร์กูสัน สนใจทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสโมสร โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่ง และทำให้แน่ใจว่าเขารู้จักชื่อของทุกคน การเคารพผู้อื่น การเคารพตนเอง และพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างทั้งในและนอกสนามเป็นข้อกำหนดสำคัญภายใต้การจัดการทีมของเฟอร์กูสัน
2. Lead By Example - นำโดยการเป็นแบบอย่าง ⚽
เบ็คแฮมพยายามที่จะเป็นคนแรกที่มาถึงในการฝึกซ้อมและเป็นคนสุดท้ายที่จะออกจากสนามเสมอ แม้กระทั่งในปัจจุบันที่เข้าสู่โลกของธุรกิจ เขาก็ยังเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่ออกจากออฟฟิศ เขามองว่ามันเป็นการสร้างวัฒนธรรมของการทำงานหนัก ที่ให้ตัวเองเป็นแบบอย่างสำหรับคนในองค์กร
3. Hard Work - การทำงานหนัก ⚽
แม้ว่าเบ็คแฮมจะมีพรสวรรค์ที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ยังปลูกฝังวัฒนธรรม แนวคิดของการทำงานหนักที่เขานำติดตัวไปเสมอทั้งในโลกของฟุตบอลและโลกของการทำธุรกิจ
4. See Any Setback As An Opportunity - มองความพ่ายแพ้เป็นโอกาส ⚽
เบ็คแฮมเล่าเรื่องราวในช่วงที่เขาออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาไม่ต้องการออก แต่เขาถูกขาย ให้กับบาร์เซโลนา เมื่อเขาเห็นรายงานทางทีวีระหว่างไปเที่ยวพักผ่อน เขากลับบ้านทันทีและตัดสินใจว่าหากเขาถูกขาย เรอัล มาดริด ก็เป็นสโมสรเดียวที่เขาจะไป
5. Be Authentic And True To Yourself - เป็นตัวของตัวเองและจริงใจ ⚽
เบ็คแฮมได้รับโอกาสทางธุรกิจมากมายอย่างเห็นได้ชัด จากประวัติที่ผ่านๆ มาของเขา เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่ควรทำคือการซื่อสัตย์กับตัวเองและทำตามสัญชาตญาณ เพราะนั่นคือตัวตนของคุณ โอกาสจะมาเสมอถ้าคุณเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เป็นคนอื่นใด
[ สรุปส่งท้าย ]
5 บทเรียนของการเป็นผู้นำแบบเบ็คแฮม คือ “การให้ความเคารพตนเองและผู้อื่น เป็นแบบอย่าง ทำงานหนัก มองความพ่ายแพ้เป็นโอกาส รวมถึงเป็นตัวของตัวเองและจริงใจ” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญส่งผลให้การเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของเขา กลายมาเป็นนักธุรกิจ ที่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตที่น่าสนใจและพร้อมแบ่งปันมันให้กับทุกคนได้เรียนรู้
เรียบเรียงโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

10/10/2023

[Work&Life] พัฒนาการตัวเอง ผ่านการจดบันทึกด้วยตัวหนังสือ
เหตุผลที่ ‘ไดอารี’ ช่วยปลดล็อกความสามารถของคุณ
การจดไดอารี่อาจจะดูเป็นงานอดิเรกที่ล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน เพราะด้วยยุคสมัยที่เร่งรีบอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีเวลาในการจดบันทึกเรื่องรางของตัวเองมากนัก แต่ด้วยเหตุการณ์โควิด-19 ก็ทำให้เรามีเวลากับตัวเราเพิ่มขึ้นมาสักหน่อย แต่ก็มาพร้อมกับความเครียดที่มากกว่าเดิม
ถ้างั้นจะดีกว่าไหม หากเราสามารถระบายความในใจออกไปได้ ไม่ใช่กับผู้อื่นแต่เป็นตัวเราเองนี่แหละ ด้วยวิธีการจดบันทึกในไดอารี่ราวกับว่า ตัวเราในไดอารี่กำลังเฝ้ามองการใช้ชีวิตตลอดทุกทุกวัน
แล้วทำไมถึงต้องเขียนไดอารี่?
เพราะการเขียนไดอารี่เป็นเสมือนพื้นที่ส่วนตัวให้สามารถเขียนเรื่องใดๆ ก็ได้ หลายครั้งที่เราได้เขียนไดอารี่เพียงเพื่อปลดปล่อยความรู้สึก ระบายความในใจออกไป รู้สึกอย่างไรกับตัวเราเองในตอนนี้ คิดอย่างไรกับคนรอบข้าง เราเป็นอย่างไรหลังผ่านเหตุการณ์นั้นในวันนี้ ราวกับว่ากำลังมีคนรับฟังมันอยู่หลังกระดาษที่เราเขียน
ไม่เพียงได้ระบายความในใจเท่านั้น แต่การเขียนไดอารี่ยังทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการของตัวเองตลอดการจดไดอารี่ ในช่วงวัยเด็ก เราน่าจะเคยได้เจอกับเหล่าคุณครูที่มาอธิบาย และแนะนำเกี่ยวกับการจดไดอารี่กัน โดยมอบมันเป็นการบ้านให้กับตัวเราในวัยเด็ก แม้จะทำส่งๆ ไป แต่หากใครเขียนแบบจริงจังมาตั้งแต่ตอนนั้นพวกเขาก็จะเห็นถึงพัฒนาการของความคิด บุคลิก และการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างชัดเจน
สิ่งเหล่านี้ คือประโยชน์ที่เราจะได้จากการจดไดอารี่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้มันมาภายในวัน สองวัน มันต้องการทั้งเวลาและการใส่ใจเพราะไดอารี่คือกระจกสะท้อนความคิด ความรู้สึกเรา คืออีกตัวตนที่เรากำลังค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา
แต่แน่นอนว่า คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจดมันทุกๆ วัน หรือใช้เวลากับมันนานจนเกินไป ในบางครั้ง คุณอาจจะเขียนเฉพาะวันที่มีคุณค่า หรือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเราเพื่อให้จดจำมันไว้ได้ ทำให้การเขียนไดอารี่ไม่ใช่เรื่องยาก และจะง่ายยิ่งขึ้นหลังจากอ่านบทความนี้
เรามีเคล็ดลับมาแนะนำในการเขียนไดอารี่ให้กับทุกคน นั่นคือการแบ่งเขียนระหว่างช่วงเช้า และเย็น ในตอนเช้าหลังจากตื่นขึ้นให้หยิบไดอารี่มาเขียนสักหน้า และให้เขียนอะไรก็ได้ที่อยู่ในหัวทันทีหลังตื่นนอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เครียด การงาน สิ่งที่ต้องทำ หรือไอเดียอะไรก็ได้ที่เข้ามาในหัว เพื่อเป็นการวางแผนการใช้ชีวิตของเราในวันนี้ และจึงค่อยลุกออกไปใช้ชีวิต
เมื่อกลับมาจากการทำงาน กินข้าวเย็น อาบน้ำ พักผ่อน ทำกิจกรรมก่อนที่จเข้านอนให้เราหยิบไดอารี่เล่มเดิมมาเขียนต่อว่า ทำอะไรสำเร็จบ้างในวันนี้ คุยกับใครมา กินอะไรบ้าง เครียดเรื่องอะไร ความรู้สึกที่มีต่อวันนี้เป็นยังไง การที่เราแบ่งเวลาจดแบบนี้จะทำให้สามารถประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นการวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวัน นอกจากจะเป็นเพียงแค่การเขียนระบายความในใจเฉยๆ อีกด้วย
อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องเขียนในตอนเช้า เพราะว่าอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน การเขียนไดอารี่ในตอนเช้าหลังตื่นนอนโดยที่สมองเรายังไม่ได้รับข้อมูลหรือไอเดียใดๆ สิ่งที่เราเขียนใส่ลงไปจึงสดใหม่ และออกมาจากหัวใจเราจริงๆ
สิ่งสำคัญ คือการที่เราต้องซื่อสัตย์ และเป็นตัวของตัวเองในไดอารี่ให้มากที่สุด เพื่อให้ตัวเองรับรู้เสมอว่า นี่คือไดอารี่ของเรา เรื่องราวของเรา ความทุกข์ และความสุข ของเรา ยิ่งในสมัยนี้การเขียนไดอารี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนลงสมุดอย่างเดียวแล้ว เราอาจจะเขียนมันลงบนมือถือของเรา หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน
และไม่ว่าคุณจะเขียนลงบนไหน หรือเขียนสั้นอย่างไรก็ไม่สำคัญ เพราะคุณค่าของมันก็ไม่ได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย คุณค่าที่แท้จริงมาจากเนื้อหาที่เราเขียนลงไปต่างหาก มันเป็นอีกตัวตนหนึ่งของเราที่ตกตะกอนทางความคิด ความรู้สึกมาเป็นเวลานาน คอยมอง และรับฟังความในใจของเราเสมอ เป็นบทเรียนสำคัญที่คอยบันทึกเรื่องราวในชีวิต และสามารถทำให้เรายิ้มได้ทุกๆ ครั้งที่เรากลับมาอ่านมัน

เรียบเรียงโดย Ditthawat Fuengkajornsak

10/10/2023

ทำไมเดอะแบก ถึงไม่เป็นที่ถูกรักในองค์กร
ทั้งที่ทำงานเยอะกว่า เหนื่อยกว่า แต่ทำไมไม่เป็นคนที่ถูกรัก?

คุณเป็นคนแบกที่ทำตัวเอง
หรือแบกเพราะโดนกระทำ อ่านต่อได้ในคอมเม้นท์...


Writer: Chancha
Graphic: Wrdbeam_

01/10/2023

30 ข้อคิดจากหนังสือ จงคบค้ากับความร่ำรวย💰
ขอบคุณเนื้อหาจากช่องยูทูบ : Mission To The Moon
1. ให้เรามองว่าเงินคือบุคคล ถ้าเราหาเงินมาด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย (เปรียบเหมือนลักพาตัวคน) ในที่สุดเงินนั้นก็จะเล่นงานเจ้าของและหนีจากเราไป
2. ลงทุนกับผู้บริหารที่เก่งกว่าตัวเรา (จงลงทุนในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจเท่านั้น)
3. รายได้ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่ารายได้ที่มาเป็นช่วง ๆ แบบไม่สม่ำเสมอ
4. เงินมีแรงดึงดูด ถ้าเราสามารถสร้างเงินก้อนแรกได้ เงินก้อนถัดไปจะสร้างง่ายขึ้น
5. ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเสี่ยงที่สุด กลับกลายเป็นจังหวะที่เสี่ยงน้อยที่สุด
6. ใช้เงินคนอื่นให้เหมือนใช้เงินของเราเอง
7. ยิ่งเราหวังจะรวยเร็ว เราจะยิ่งไม่รวยเร็ว เพราะเราจะโลภมากและจะขาดทุนจากความโลภนี่แหละ
8. อย่าไปเชื่อการคาดเดาจากผู้เชี่ยวชาญมากนัก
9. ให้เกียรติคนอื่นเสมอ
10. โชคที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอย่อมมาจากความสามารถ ความล้มเหลวสม่ำเสมอมักมาจากนิสัย
11. การที่คนบางคนสูญเสียเงินจำนวนมากเพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเงินมากพอ (ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องการเงิน)
12. การที่เราไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวมันก็ยังมีโอกาสเสียเงินจำนวนมาก เพราะเราเอาตะกร้าทุกใบวางไว้บนหิ้งเดียวกัน
13. ระหว่างลงทุนสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมากับลงทุนกับธุรกิจอื่นที่สำเร็จอยู่แล้ว เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ อย่างหลังง่ายกว่าอย่างแรก
14. เลือกลงทุนในบริษัทที่อยู่ในอันดับหนึ่งในตลาด หรืออย่างมากก็อย่าเกินอันดับสอง
15. อย่าเอารายได้ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันเด็ดขาด
16. คนที่ได้รายได้จากหุ้นมีสามประเภท 1. ลงทุนด้วยเงินเย็น 2. คิดว่าตัวเองเป็นผู้บริหารตั้งใจสร้างบริษัทไปด้วยกัน 3. เฝ้าคอยหุ้นในราคาถูก
17. คนรวยคือคนที่มีบ้านของตัวเองโดยไม่ต้องผ่อนแล้ว มีรายได้เกินค่าเฉลี่ยของคนในประเทศ ไม่เดือดร้อนแม้ว่าจะไม่มีรายได้มาเพิ่ม
18. ทรัพย์สิน = เงินลงทุน x อัตรากำไร x ระยะเวลา
19. ถ้าอยากเพิ่มทรัพย์สินเราต้องมีความสามารถสี่ประการ 1. หาเงิน 2. เก็บเงิน 3. รักษาเงิน 4. ใช้เงินให้เป็น
20. อย่าลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อาวุธ ยาเสพติดหรือธุรกิจสีเทาต่าง ๆ
21. การประกันภัยไม่ใช่การออมเงิน แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยง
22. เวลาไปไหนแล้วอยากได้ของใหม่ ๆ ให้คิดว่าไม่นานของสิ่งนั้นก็จะเป็นขยะในบ้านเรา
23. เวลาอ่านข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจให้ระวังคนเขียนว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่
24. กฎ 5 ข้อ หากต้องการมีเงิน 100 ล้าน 1. มีความตั้งใจอยากจะเก็บเงินให้ได้ 100 ล้าน 2. เขียนประโยคการเก็บเงินให้ได้ 100 ล้านติดไว้บนโต๊ะ 3. เลิกใช้บัตรเครดิตสุรุ่ยสุร่าย 4. ทำบัญชีแยกประเภท 5. สร้างเงิน 10 ล้านให้ได้ก่อน
25. หนี้ที่ดีคือ 1. ไม่เอามาเพื่อการบริโภค 2. เรามีรายได้แน่นอนเพื่อจ่ายคืนหนี้ 3. สามารถนำเงินไปสร้างกำไรมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
26. เวทมนตร์ 7 ประการในการหาเงิน 1. ทิ้งนิสัยที่ทำให้เราไม่น่าคบ 2. อย่าลังเลที่ต้องขอความช่วยเหลือ 3. เสียสละเล็กน้อยเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ 4. บันทึกการลงทุนและความคิดที่เกิดขึ้น 5. มีเป้าหมายระยะยาว 6. อย่าคิดว่าเราจะต้องได้ความรักจากทุกคน 7. อย่าคิดว่าตัวเองมีเวลามากพอ
27. พนักงานบริษัทจะรวยได้มีสองวิธี 1. ทำงานอย่างจริงใจเหมือนเป็นกิจการเป็นของตัวเอง 2. เก็บเงินให้ได้มากกว่า 20% ของรายได้และนำเงินไปลงทุน
28. เราสามารถเจรจาต่อรองกับธนาคารได้
29. นักบัญชีไม่จำเป็นต้องเป็นนักลงทุนที่ดีเสมอไป
30. เกณฑ์การลงทุนที่ดีคือ 1. ถอยห่างจากงานที่หาเงินได้อย่างรวดเร็วเกินไป 2. อย่าลงทุนกับสิ่งที่ส่งผลเสียกับชีวิต 3. ไม่ทำงานที่ไม่ลงทุน 4. หาเงินซื้อเวลา 5. ไม่ไล่ตามซื้อ 6. หากลงทุนในภาวะวิกฤตให้ซื้อหุ้นตามมูลค่า 7. หุ้น 5 ปี อสังหาริมทรัพย์ 10 ปี 8. เลือกลงทุนในบริษัทที่เป็นอันดับหนึ่งหรือสองเท่านั้น
จากหนังสือ : จงคบค้ากับความร่ำรวย 📖
พิกัด : https://s.lazada.co.th/l.2DJC
#อ่านเถอะวัยรุ่น #จงคบค้ากับความร่ำรวย #อยากให้อ่าน #คำคม

ที่อยู่

Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Perfect Professional Groupผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Perfect Professional Group:

แชร์