07/03/2025
"Big Three" ของแบรนด์ยีนส์โดยทั่วไปหมายถึง Levi's, Wrangler, และ Lee ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยีนส์มาอย่างยาวนาน:
Levi's: เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1853 และเป็นผู้บุกเบิกการผลิตยีนส์แบบโมเดิร์น
Lee: ก่อตั้งในปี 1889 เป็นแบรนด์ที่มีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะในด้านความสบายและความทนทาน
Wrangler: ก่อตั้งขึ้นในปี 1947 เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านการออกแบบและคุณภาพของยีนส์สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย
ทั้งสามแบรนด์นี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์และมาตรฐานในอุตสาหกรรมยีนส์ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดทั่วโลก
วันนี้เราจะมาดูประวัติความเป็นมาของบริษัท Lee Jeans ยีนส์แบรนด์เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของ อเมริกา
จุดเริ่มต้น: ในปี 1889 เฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ได้ก่อตั้งบริษัท 'H.D. Lee Mercantile Company' ขึ้นในรัฐแคนซัส
ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกเป็นร้านขายของชำขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี
การเริ่มธุรกิจเสื้อผ้า: ในช่วงทศวรรษ 1910 Lee เริ่มขยายธุรกิจสู่การผลิตเสื้อผ้าสำหรับการทำงาน โดยเริ่มจากการผลิตชุดเอี๊ยม "Bib Overall"
ต่อมาในปี 1911 ได้ริเริ่มผลิตชุด "Union-Alls" ซึ่งเป็นชุดติดกันทำจากผ้ายีนส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดช่างซ่อมรถ
นวัตกรรมและการเติบโต: Lee ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ในปี 1949 ได้เปิดตัว "Lady Lee Riders"
กางเกงยีนส์สำหรับผู้หญิงที่มีการตัดเย็บที่เข้ากับสรีระได้ดี และในปี 1954 เมื่อเจมส์ ดีน สวมใส่กางเกงยีนส์ Lee ในภาพยนตร์ ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่นิยมในวงการแฟชั่น
การขยายตัวระดับโลก: ในปี 1995 Lee ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน และเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เดนิมที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้
ปัจจุบัน: Lee ยังคงเป็นแบรนด์ยีนส์ชั้นนำระดับโลก โดยในปี 2012 ได้เปิดแฟล็กชิพ
สโตร์แห่งแรกในทวีปเอเชียที่ย่าน HongKong Causeway Bay และยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
Lee Jeans ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดในหลายด้านเพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนี้:
การขยายตลาดในประเทศ:
มีการบุกตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น
จัดโรดโชว์ในต่างจังหวัด
ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าโรบินสันเพื่อเพิ่มยอดขาย
การเน้นตลาดนักท่องเที่ยว:
เปิดแฟล็กชิพสโตร์แบบ Customized Store ที่เซ็นทรัลเวิลด์
ออกแบบร้านในคอนเซ็ปต์ "Indigo Bangkokian Street Life" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
นำเสนอวัฒนธรรมไทยผ่านการตกแต่งร้าน เช่น รถตุ๊กๆ สตรีทฟู้ด และลายไทย
การใช้พรีเซ็นเตอร์:
ใช้ "มาริโอ้ เมาเร่อ" เป็นพรีเซ็นเตอร์มาแล้ว 5 ปี เพื่อดึงดูดลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์:
เน้นการออกคอลเล็กชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในผลิตภัณฑ์
การปรับตัวต่อการแข่งขัน:
รับมือกับการเติบโตของแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น โดยเน้นจุดแข็งด้านความหลากหลายของทรงกางเกงและคุณภาพ
การปรับกลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้ Lee Jeans สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของแบรนด์