Dbook2hand This page is for those who love reading. We intent to share mint condition used reading materials including book, magazine or even comic book !!!

31/05/2023
ไม่ได้อ่านหนังสือกำลังภายในที่ทำให้ติดได้มานานแล้ว เรื่องนี้ติดหนึบเลยครับ
24/01/2021

ไม่ได้อ่านหนังสือกำลังภายในที่ทำให้ติดได้มานานแล้ว เรื่องนี้ติดหนึบเลยครับ

20/07/2020

หนังสืออินไซด์เพชรพระอุมา ภาค 1 พิมพ์ครั้งที่เมษาเศร้าราคา 320 บาท ค่าส่ง 40 ค่ะ

เล่มอื่นๆ ลด 20%
อินไซด์เพชรพระอุมา ภาค 2 ราคา 350 บาท
ลึกจากลิ้นชัก ราคา 250 บาท
ก่อนเทียนจะถึงไฟ ราคา 310 บาท
เพียงพิมพ์ดีดพูดได้ ราคา 320 บาท

สั่งครบชุด 5 เล่ม ค่าส่ง 60 บาทค่ะ

ขายหนังสือ “พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์” (พิมพ์ครั้งที่ 6)โดยนักประวัติศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ “ศ.ดร...
01/02/2020

ขายหนังสือ “พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์” (พิมพ์ครั้งที่ 6)โดยนักประวัติศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ “ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์” พร้อมด้วยข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งฝั่งไทยและพม่า การวิเคราะห์และภาพประกอบ ปกสีอ่อนสวยงาม ความยาว 164 หน้า สนนราคา 120 บาทถ้วน ส่งฟรีทั้วไทย สนใจ inbox หรือ Line ID:ayewarayu

รอ!
21/09/2019

รอ!

นามบุคคลจริงคนหนึ่งที่ปรากฏในตำนานสมเด็จพระนเรศวร คือทหารมอญที่นำความมาแจ้งพระนเรศวร ก่อนประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง

ได้รับนามว่า พระยาเกียรติพระราม

แต่คนจำนวนมากมักเรียกผิดเพี้ยนเป็น 'พระยาเกียรติพระยาราม'

กลายเป็นสองคนไป

เพิ่งรู้ว่าเราทำโคลนนิงสำเร็จมานานหลายร้อยปีแล้ว

ที่จริงคือเป็นคนคนเดียว

พระยาเกียรติพระรามเป็นพระสหายของพระนเรศวร ติดตามไปรบเสมอ

ต่อมาเชื้อสายพระยาเกียรติพระรามได้รับพระราชทานภรรยาคือ หม่อมเจ้าหญิงอำไพ พระธิดาพระเอกาทศรถ

มีบุตรสองคน เดาซิว่าคือใคร?

ก็คือโกษาเหล็กและโกษาปานที่มีบทบาทอย่างสูงในยุคสมเด็จพระนารายณ์

นอกจากนี้มีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ว่า โกษาปานอาจจะเป็นปู่ของพระยาราชนิกูล (ทองคำ) ซึ่งเป็นบิดาของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ประวัติศาสตร์เกี่ยวร้อยกันหมด ถ้าศึกษาให้ลึก ก็มองเห็นภาพชัดขึ้น

หมายเหตุ ประวัติศาสตร์ที่เราลืม เล่ม 1 เริ่มจำหน่ายกลางเดือนหน้า (ตุลาคม 2562)


วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/

อุ้ย เราแอบทันสมัยเหมือนกันนิ
31/05/2019

อุ้ย เราแอบทันสมัยเหมือนกันนิ

26/05/2019

คนรุ่นใหม่ได้ยินนาม พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี บุรุษผู้รักความเงียบ ต่อต้านการต่อต้านด้วยความสงบ

คนรุ่นใหม่อาจเกิดไม่ทันหรือไม่รู้บทบาทของท่านในประวัติศาสตร์

เพราะในบรรดาทหารที่เข้าสู่การเมืองของไทย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พูดน้อยที่สุด

และนี่คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด

ในนวนิยายเรื่อง 17 องศาเหนือ ผมบรรยาย พล.อ. เปรม ในฉากที่ ตุ้ย พันเข็ม พบท่านไว้ดังนี้ :

เขารู้จักชายผู้นั่งนิ่งเบื้องหน้า พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บุคลิกเรียบร้อย แม่ทัพผู้นี้เงียบตลอดเวลา แตกต่างจากนักการเมืองอื่น ๆ ที่เขาเคยพบโดยสิ้นเชิง แต่เขารู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นน้ำนิ่งไหลลึก เสือซ่อนเล็บ

พล.อ.เปรมเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น พ.ศ. 2484 สังกัดเหล่าทหารม้า เคยเข้าสมรภูมิสงครามอินโดจีนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่ปอยเปต กัมพูชา เคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สองที่เชียงตุงในกองทัพพายัพ ใต้การบังคับบัญชาของหลวงเสรีเริงฤทธิ์

หลังสงครามโลก พล.อ. เปรมรับราชการอยู่ที่อุตรดิตถ์ และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐฯที่ฟอร์ตน็อกซ์ กลับมาดูแลพื้นที่ภาคอีสานหลายปี เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ ซึ่งต่อมากองทัพบกจัดตั้งเป็นโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี ไต่เต้าจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารบก แล้วเข้าสู่การเมือง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

……………….

ไม่ว่าจะชอบท่านหรือไม่ชอบท่าน ไม่ว่าจะรักท่านหรือเกลียดท่าน แต่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่มีบุญคุณต่อต่อชาวไทย เพราะเป็นผู้มีบทบาทในการสลายขั้ว พคท. ในยุคที่ชาวโลกเชื่อทฤษฎีโดมิโนและฟันธงว่า ประเทศไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ถัดจากเวียดนาม

ประเทศไทยไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์

ทำไม? อย่างไร?

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พคท. ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือเปลี่ยนไทยเป็นพื้นที่สีแดง

รัฐต่อสู้คอมมิวนิสต์ด้วยกำลัง

เมื่อขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท. เปรม ติณสูลานนท์ กับคณะเริ่มมองเห็นว่า การปราบปรามด้วยกำลังไม่ได้ผล

จำเป็นต้องต่อสู้ทางความคิด

กลายเป็นแนวทาง ‘การเมืองนำการทหาร’

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และคณะเดินหมากตาใหม่ เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนนโยบายจาก ‘สายแข็ง’ เป็นสายกลาง

เป็นที่มาของคำสั่งที่ 66/2523

ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ต้นคิดนโยบาย 66/2523 ว่ากันว่า พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และหรือ พล.ต. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้ร่าง แต่เป็นที่รู้กันว่าคำสั่งนี้น่าได้รับอิทธิพลจาก ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

รัฐบาลไทยในยุค พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ใช้ยุทธศาสตร์ ‘เมืองล้อมป่า’ ใช้การเมืองประสานการทหาร ตัดถนนเข้าไปถึงฐานที่มั่นของ พคท. ส่งกำลังทหารเข้าโจมตีฐานที่มั่นอย่างหนัก ผสานกับการพัฒนาหมู่บ้านในพื้นที่ฐานที่มั่น และประกาศนิรโทษกรรมต่อสมาชิก พคท. ซึ่งเข้ามอบตัว

คำสั่งที่ 66/2523 เปลี่ยนสมาชิกและแนวร่วมของ พคท. เป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ คำสั่งนี้เริ่มในรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แต่ดำเนินการเป็นทางการในรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อกระตุ้นให้สมาชิก พคท. กลับบ้าน

ขณะเดียวกัน กองทัพไทยส่ง พล.ท. ชวลิต ยงใจยุทธ พ.อ. พัฒน์ อัคนิบุตร และ พล.ท. ผิน เกษร ไปพบกับ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำจีนที่ปักกิ่ง เจรจาให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยุติความช่วยเหลือ พคท.ไทย ขอให้จีนยุติการออกอากาศสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) โดยฝ่ายไทยสัญญาจะสนับสนุนนโยบายของจีนเกี่ยวกับเขมร ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2522 สถานีวิทยุที่ออกอากาศจากยูนนานก็ยุติลง พร้อมความช่วยเหลือของจีนต่อ พคท. ค่อย ๆ ลดลง

ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้นำไปสู่ความเสื่อมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ความสำเร็จของนโยบาย 66/2523 มิได้เกิดจากหลักการของนโยบายอย่างเดียว หากเป็นผลรวมของหลายปัจจัยและเหตุการณ์ เช่น ความเสื่อมถอยและความขัดแย้งภายใน พคท. ความขัดแย้งระหว่างคอมมิวนิสต์สายจีนกับสายโซเวียต การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในปี พ.ศ. 2520 เป็นต้น

หลังจาก คำสั่งที่ 66/2523 ออกในวันที่ 23 เมษายน 2523 รัฐบาลก็ออก คำสั่งที่ 65/2525 เรื่อง แผนรุกทางการเมือง ทำให้กำลังของ พคท. อ่อนกำลังลงทุกที จนถึงปี 2534 ถือเป็นจุดสิ้นสุด พคท.

และเมื่อภารกิจการเมืองลุล่วง ท่านก็ก้าวลงจากอำนาจด้วยตนเอง

เป็นอีกท่อนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่เราลืม

ไม่ว่าจะชอบท่านหรือไม่ชอบท่าน ไม่ว่าจะรักท่านหรือเกลียดท่าน ความจริงคือเราคนไทยเป็นหนี้บุญคุณท่าน

หากประเทศไทยไม่มีบุรุษชื่อ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ สีธงชาติเราในวันนี้อาจมิใช่สีไตรรงค์

R.I.P.

……………….

วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/

ความรู้ครับ
04/05/2019

ความรู้ครับ

"ความจริงบางอย่างที่สูญหายไป"

จากกรณีเครื่องบินโบอิ้ง 737 Max ของสายการบิน Lion Air ตกที่ทะเลชวาคร่าชีวิต
ผู้โดยสารเกือบ 200 คนเมื่อปีที่แล้ว

มีบางหน้าประวัติศาสตร์ถูกข้ามไป
นั่นคือเกิดอะไรขึ้นในเที่ยวบิน 043 ??
เที่ยวบินก่อนหน้าเที่ยวบิน 610 ที่เกิดอุบัติเหตุ

ข้อมูลเหล่านี้มีคนพูดถึงน้อยมากครับ

วันนี้ผมจะเอาความจริงบางส่วนที่สูญหายไป
มาเล่าสู่กันฟัง...

ทันทีที่ Lion Air เที่ยวบิน 043 วิ่งขึ้นจากสนามบินเมืองเดนปาซาร์มุ่งหน้าสู่จาการ์ตา

Stick Shaker หรือระบบเตือนการเข้าใกล้
การร่วงหล่นหรือที่เรียกว่า Stall ทำงาน

แต่เนื่องจากสภาพการบินทุกอย่างเป็นปกติ
กัปตันจึงยังคงบินต่อไป

30 วินาทีต่อมากัปตันพบว่าความเร็ว
ที่แสดงบน Digital Instrument Display มีความขัดแย้งไม่ตรงกัน เขาจึงมอบการบังคับเครื่องบินให้นักบินผู้ช่วยเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้คงจะปล่อยผ่านเลยต่อไปอีกไม่ได้แล้วล่ะครับ...เครื่องบินรุ่นใหม่ๆของ Boeing มันจะมีสมองกลที่เรียกว่า Flight Computer และส่วนแสดงผล Digital Instrument Display ถึง 3 ระบบด้วยกัน

2 ระบบเป็นระบบหลัก ส่วนอีกหนึ่งระบบใช้เพื่อสำรอง

ในกรณีนี้กัปตันพบว่าระบบแสดงผลด้านซ้าย
เมื่อเทียบกับระบบสำรองแล้วมันทำงานผิดพลาด
เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบทางด้านขวาแทน

ที่ความสูง 1,500 ฟุตขณะที่นักบินผู้ช่วยกำลังบังคับเครื่องบินอยู่นั้น เครื่องบินเร่งความเร็วเพื่อที่จะเก็บอุปกรณ์เพิ่มแรงยกหรือที่เรียกว่า Flap

เมื่อ Flap ถูกเก็บกลับปรากฏว่าเครื่องบินไม่ยอมไต่เพิ่มระดับความสูง แต่มันกลับปักหัวลง!!

นักบินผู้ช่วยจึงรีบดึงเครื่องขึ้น เครื่องบินกลับมาสู่การไต่เพิ่มความสูงอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเครื่องบินก็ทำการปักหัวลงอีกครั้ง!

นักบินผู้ช่วยดึงเครื่องขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แต่เครื่องบินก็
ปักตัวลงอีก

เหตุการณ์แบบนี้ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน!!

กัปตันรีบเปิดคู่มือ QRH หรือ Quick Reference Handbook คู่มือฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักบินสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างฉับพลันเร่งด่วน

แต่คู่มือฉุกเฉินฉบับนี้กับไม่มีส่วนไหนเลย
ที่บ่งบอกวิธีการแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนแบบนี้ได้

ในช่วง 6 นาที ที่นักบินผู้ช่วยพยายามต่อสู้กับเครื่องบินอย่างสุดกำลัง ในส่วนของกัปตันก็พยายามหา Checklist ที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
เครื่องบินโบอิ้ง 737 Max 8 ไต่แล้วปักหัวลง
เป็นจำนวนเกินกว่า 10 ครั้ง !
(มีอยู่ครั้งหนึ่งเครื่องบินปักหัวลงเสียความสูงไป 900 ฟุต ที่ความเร็ว 375 Mph ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วสูงมากเพราะความเร็วสูงสุดหรือ Red line ที่เครื่องจะรับได้คือ 390 Mph )

นักบินทั้งคู่ต้องทําอะไรสักอย่างเพื่อพาตัวเองให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้

ใน Cockpit หรือห้องนักบินของเที่ยวบิน 043
ในวันนั้นมีนักบินอีกคนที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ (Dead-Head)เดินทางมาด้วย

เขาได้แสดงความเห็นซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและทำให้เขากลายเป็นฮีโร่(ที่ถูกลืม)
"ผมว่าเราควรจะทำ Runaway Stabilizer Checklist นะ ลองดูไหม?"
แม้เหตุการณ์นี้ลักษณะไม่เหมือนการ Runaway Stabilizer แต่พวกเขาทั้งสองคนไม่มีทางเลือก
Runaway Stabilizer Checklist
จึงถูกดึงขึ้นมาปฏิบัติตามขั้นตอน

กัปตันตัดสินใจตัดสวิทช์ Stabilizer Trim (ระบบที่มีส่วนบังคับเครื่องบินในแกนดิ่ง)ที่อยู่ตรงกลางของแผงควบคุมเครื่องบินตามที่ Checklist ระบุ

5 วินาทีหลังจากนั้นเครื่องบินหยุดการปักหัวลง
และ 5 นาทีหลังจากนั้นทุกอย่างเป็นปกติ
เที่ยวบิน 043 รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้

ค่ำนั้น ไลอ้อนแอร์เที่ยวบินที่ 043 ลงจอดที่สนามบินจาการ์ต้าอย่างปลอดภัยหลังจากเครื่องลงจอดกัปตันจึงได้รายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับสายการบินและหน่วยงานซ่อมบำรุงของสายการบินได้รับทราบ

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่เครื่องบินจะถูกใช้บินในเที่ยวบินในวันรุ่งขึ้นตอนเช้า
ซึ่งคือเที่ยวบินที่ 610 เที่ยวบินที่เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง

ส่วนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเที่ยวบิน 610 บ้างผมได้เล่าให้ทุกคนฟังไปแล้ว
(ย้อนหลังอ่านได้ที่ http://bit.ly/2JbppoN)

ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะนำบันทึกบางส่วนที่หายไป
กับเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกพูดถึงนักมาเล่าสู่กันฟัง

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เพิ่งโพสต์ไปเมื่อกระทู้ก่อน
เรื่องธรรมเนียมการ "ส่งเครื่อง"
กับประโยชน์ของมันที่คุณอาจคาดไม่ถึง

จากมือช่างส่งต่อเครื่องให้นักบิน
เมื่อจบไฟท์นักบินส่งต่อเครื่องบินให้นักบินอีกชุด

เชื่อไหมครับธรรมเนียมการส่งเครื่อง ,การส่งต่อข้อมูล
อาจรักษาชีวิตผู้โดยสารเป็นร้อยๆคนได้

เนื่องจากเที่ยวบิน 043 และ 610 เป็นคนละวันกัน นักบินจึงไม่มีโอกาสได้เจอกันคุยกัน
(ผมไม่แน่ใจว่ามีการสื่อสารพูดคุยกันระหว่างนักบินด้วยวิธีอื่นหรือเปล่านะครับ)

แม้ว่ากัปตันแจ้งให้ช่างทราบและด้วยธรรมเนียมการส่งเครื่อง ซึ่งผมเชื่อว่าช่างคงแจ้งให้กัปตันเที่ยวบิน 610 ทราบตอนส่งเครื่องให้นักบินเช่นกัน

แต่....สิ่งสำคัญหรือจิ๊กซอสำคัญที่หายไป
คือคำตอบว่า...
“นักบินชุดก่อนเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้อย่างไร”

ซึ่งถ้านักบิน 2 ชุดได้สื่อสารกัน
หรือมีโอกาสได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมการ "ส่งเครื่อง"
"คำตอบ" นี้จะถูกส่งต่อให้นักบินเที่ยวบิน 610
ได้รับทราบอย่างแน่นอน โศกนาฏกรรมที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น อาจจะไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ครับ

การส่งเครื่องจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
ที่สำคัญและจะละเลยไม่ได้สำหรับนักบิน
และเราจะทำในทุกครั้งที่มีโอกาสเสมอครับ

: จุดประสงค์ของบทความนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด
หรือตำหนิใครนะครับ
ดีที่สุดคือถอดบทเรียนเพื่อใช้ประโยชน์
ในชีวิตและการทำงานสำหรับทุกๆอาชีพครับ

Cr : Darryl Campbell /thevergy.com
Photo: pixel.com

03/03/2019

ใครเคยอ่านบัาง?

17/02/2019

READ HERE:
http://www.winbookclub.com/wormtalkdetail.php?topicid=2942

(คุยเรื่องพี่วาณิชเมื่อวานนี้แล้ว ก็ต่ออีกนิด นี่เป็นบทสัมภาษณ์ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ราวปี พ.ศ. 2547 คัดมาจากเว็บไซต์สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ขออนุญาตนำมาลงที่นี้นะครับ)

ร้านขายของเบ็ดเตล็ดหรือร้านขายของชำที่ดำเนินการโดยคนจีนมีอีกชื่อหนึ่งว่า ร้านโชห่วย ร้านเหล่านี้มีสินค้าเพื่อจำหน่ายมากมาย และส่วนใหญ่จัดเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สันนิษฐานกันอย่างขำๆ ว่า นี่อาจจะเป็นที่มาของชื่อร้านโชห่วย คือโชว์สินค้าได้ห่วยจริงๆ

นักเขียนซึ่งเป็นแขกของเราในครั้งนี้ไม่ได้มีอาชีพเสริมเป็นเจ้าของร้านโชห่วย หากแต่เขาสามารถเขียนงานได้หลากหลายทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี คอลัมน์ บทละคร ฯลฯ หลายเรื่องหลายรส เหมือนตนเองเป็นเจ้าของร้านสำดวกซื้อที่มีสินค้าเป็นต้นฉบับ จะหยิบจับสิ่งใดก็เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้

วาณิช จรุงกิจอนันต์ คือบุคคลที่กล่าวถึง เขาเกิดที่สุพรรณ เรียนจบคณะจิตรกรรมฯ ที่ ม.ศิลปากร เป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์ปี 2527 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น ซอยเดียวกัน ปัจจุบันเป็นคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ และเป็นที่ปรึกษาบริษัทแกรมมีเอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด

เย็นวันหนึ่งปลายเดือนเมษาที่บ้านพักย่านรามคำแหง วาณิช จรุงกิจอนันต์ ได้ร่ำเมรัยโดยมีบทสนทนาของเราเป็นกับแกล้ม
……………….

ตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

อยู่บ้านเขียนหนังสือ เขียนคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ มติชนรายวัน เกี่ยวกับอาหาร เขียนในข่าวสดเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งเก่าๆ เป็นเรื่องทั่วๆ ไป หลักๆ คือเขียนพวกนี้ แต่ที่ตั้งใจจะทำคือเขียนนิยาย เรื่องสั้น และเขียนงานอย่างอื่นที่เป็นชิ้นเป็นอัน
……………….

ตอนนี้เขียนนิยายหรือเรื่องสั้นอะไรอยู่หรือเปล่า

ไม่ได้เขียนสม่ำเสมอ แต่มีความคิดว่าจะเขียนหรือเขียนไปแล้วยังไม่ได้ดั่งใจ ต้องรีไรท์ใหม่ หรือมีโปรเจคท์มาให้ อยากจะเขียนแต่ยังไม่ได้ลงมือ
……………….

โปรเจคท์ที่ว่าเป็นยังไง

เช่นเขาให้เขียนวรรณคดีไทยเก่าๆ ให้เป็นนิยาย เขียนพระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผนให้เป็นนิยาย ทำนองนี้ นั่งพิจารณาแล้วยังลังเลว่าจะเขียนดีหรือไม่ เขียนแล้วจะสำเร็จไหม จะดีไหม ไม่ค่อยแน่ใจ

โปรเจคท์อื่นๆ อาจจะมีคนมาให้เขียนบทละครโทรทัศน์ ซึ่งก็หยุดไปนาน ยังไม่แน่ใจว่าตนเองอยากจะทำหรือมีเวลาทำ หรือถ้าทำแล้วจะทำได้ดี

ถ้าอยากจะหางานทำเกี่ยวกับหนังสือ มีตลอด
……………….

ทราบว่าเมื่อก่อนเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ

บทละครสมัยนั้นยังไม่เป็นละคร เป็นหนังโทรทัศน์ ผมเขียนบทละครครั้งแรกให้ท่านมุ้ย ช่อง 7 ตอนนั้นละครยังถ่ายทำในสถานที่อยู่ เขียนเรื่อง ห้วงรักเหวลึก และ จดหมายจากเมืองไทย เป็นครั้งแรกที่ท่านมุ้ยรับกำกับละคร ผมเป็นคนเขียนบท

หยุดไปสักพักเขาก็มาให้เขียน ทางดาราวิดีโอเขาก็มาให้เขียน บทหนังเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เขียนยาก และคนที่เขียนอยู่ก็เขียนช้า ผมเขียนเรื่องแรกคือเรื่อง สี่ยอดกุมาร ก็ประสบความสำเร็จดี และก็มาเขียน ขวานฟ้าหน้าดำ แล้วก็เขียน สิงหไกรภพ ทำอยู่ 3 เรื่องก็เบื่อแล้วหยุดไป
……………….

ทำไมถึงหยุดครับ

มีสิ่งเดียวที่ผมไม่ชอบคือการเร่งเร้า เร่งรัดตัวเอง ผมเป็นคนอยากอยู่สบายๆ เขียนบทละครก็ได้เงินเยอะ แต่เป็นความกดดันให้กับตนเองว่าเดี๋ยวต้องทำให้ทัน เขียนให้ทัน ส่งให้ทัน บางครั้งเรานึกอะไรไม่ออกก็ต้องวนเวียนกลัดกลุ้ม ทำไงถึงจะนึกออก ทำไงจึงจะเขียนต่อไปได้ ซึ่งเมื่ออายุเยอะและวัยเปลี่ยน จึงไม่อยากเจอสิ่งเหล่านี้

สมัยยี่สิบปีก่อนเรื่องเหล่านี้ทนได้ ทำได้ สู้ได้ แต่เมื่ออายุมากก็เฉื่อยๆ มีภาระกิจอย่างอื่นที่สนุก สบายกว่า ไม่ค่อยอยากลำบาก อยากรวยแต่ไม่อยากทำงานหนัก
……………….

ชีวิตนักเขียนเป็นอย่างที่เคยคิดไหม

ผมไม่เคยคิดมาก่อน ไม่เคยวางแผน กำหนด หรือเข้าใจว่านักเขียนต้องเป็นอย่างไง จริงๆ แล้วนักเขียนแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนขยันทำงานบางคนมีระเบียนวินัยกับตนเอง เขียนได้โดยไม่เดือดร้อน บางคนมีชีวิตสังคมแบบหนึ่ง บางคนชอบอยู่กับบ้าน บางคนชอบออกไปข้างนอก บางคนฝีมือไม่ถึง สารพัดสารเพ บางคนเลี้ยงตัวไม่ได้จากงานเขียน บางคนได้เงินพอที่ละเลี้ยงตัวได้ บางคนเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงบางคนไม่มี เขียนแล้วก็จมๆ อยู่

เราไม่เคยคิดว่าเป็นนักเขียนแล้วจะดำเนินชีวิตยังไง มันมาเอง เป็นเอง ไม่ได้คาดหวังหรือคาดหมาย พอเป็นนักเขียนเริ่มต้นมาก็หาเงินไม่พอใช้ ผมเป็นนักเขียนแบบหนึ่งที่แตกต่างจากนักเขียนทั่วๆ ไป ไม่ได้เขียนนิยายเป็นหลัก ไม่ได้เขียนบทละครเป็นหลัก เขียนโน่นเขียนนี่ เขียนคอลัมน์ รายได้ยุคแรกๆ ก็ฝืดเคือง ต่อมาเขียนงานมากขึ้น เขียนคอลัมน์ เขียนบทโทรทัศน์ เป็นที่ปรึกษา มีเงินเดือนก็เรียกว่าอยู่ได้ ไม่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนหรอก

สมัยหนึ่งอาจจะมีนะ สมัยที่นักเขียนยังมาจากนักหนังสือพิมพ์ จับกลุ่มกันต่างคนต่างเขียน เขียนเรื่องสั้น นวนิยาย อยู่โรงพิมพ์ด้วยกัน เย็นมาก็จับกลุ่มกินเหล้า อาจะมีรูปแบบกันอยู่แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น มีรูปแบบชีวิตของตนเองซึ่งอาจจะไม่เหมือนคนอื่น
……………….

พอใจชีวิตอย่างนี้มั้ย

พอใจเพราะว่า ผมเป็นคนขี้เกียจ อยากอยู่สบายๆ ไม่อยากทำงานหนักเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ ไม่มีนิสัยอย่างนั้น แค่อยู่ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ตัวเองมีชีวิตพอสมควรก็พอใจ
……………….

ไม่เห็นบทกวีของคุณมานานแล้ว

ผมไม่ค่อยได้เขียนเป็นสิบกว่าปีมาแล้ว เพราะไม่นึกอยาก บทกวีที่เขียนในระยะที่ว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่คนมาขอให้เขียนในวันสำคัญต่างๆ โดยพื้นฐานทั่วไป เมื่อไปมองที่ไหน อยู่ที่ไหน เห็นที่ไหน มุมมองต่างๆผมมักนำมาเขียนในคอลัมน์ รู้สึกอย่างไรคิดอย่างไรก็นำมาเขียนในคอลัมน์ มันไม่แปลงมาเป็นบทกวี ไม่รู้สึกนึกอยากเขียนบทกวี
……………….

อย่างนี้จะพูดได้ไหมว่าคุณจะเขียนงานตามความอยาก ไม่อยากก็ไม่ทำ

มันคงไม่ใช่แค่นั้น เพราะจริงๆ แล้วความอยากที่จะเขียนยังคงมีอยู่ แต่วิถีการคิดหรือการดำเนินชีวิตหรือวิถีการทำงาน มันไม่สอดคล้องไปทั้งหมด ไม่สามารถเป็นไปได้ทั้งหมด อย่างบทกวีสมัยหนึ่งเขียนมาก เพราะเรายังเขียนเรื่องสั้นหรือนิยายไม่เป็น อะไรที่ผ่านเขามาจึงคิดในรูปของบทกวี

พอเราเขียนนิยายได้ ก็เขียนนิยายในเงื่อนไขอันจำกัด เราอยากเขียนนิยายในแบบที่รู้สึกอยากจะเขียน เรารู้สึกมีใจ เราอยากจะเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่พอเขียนนิยายได้ ก็เขียนที 5 เรื่องลงหนังสือพิมพ์ ก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น

หรือเรื่องสั้น สมัยที่อยู่ในแวดวงนักเขียน เราก็ยังไม่เข้าใจจริงจังว่าเรื่องสั้นเป็นอย่างไร มีแรงบันดาลใจอะไรมาก็เขียนเรื่องสั้น เว้นไว้สักระยะหนึ่งความโลภมันก็มา เราก็ยากเขียนเรื่องสั้นที่ไม่ใช่ดาดๆ ธรรมดาทั่วไป หรืออยากจะเขียนเรื่องสั้นที่คนอ่านแล้วจะจำเลย เรื่องสั้นที่แรงๆใหญ่ๆ เรื่องสั้นที่เป็นอมตะ โลภคิดทางนั้น ซึ่งมันก็ยาก ทำให้เพลาๆ เขียนน้อยลงหรือแทบไม่ได้เขียนเลย แต่ในความคิดทุกวี่ทุกวัน ยังอยากจะเขียนนิยาย ยังอยากจะเขียนเรื่องสั้น เขียนพล็อต ประเด็นต่างๆ ไว้เยอะ เพียงแต่ยังไม่ลงมือทำ
……………….

แล้วเมื่อไหร่จะลงมือเขียน

มันเหมือนกับว่ารอฟ้าดินอย่างเดียวเลย จริงๆ เขียนเลยก็เขียนได้ แต่คิดไปแล้วมันไม่ลงตัว มันไม่ได้อย่างที่คิดว่าเขียนแล้วน่าจะได้ มันมีอยู่เสมอ เมื่อเป็นนักเขียนก็อยากจะเขียนให้มันเด่นขึ้นมาไม่ใช่ว่าดาดๆ ทั่วไป
……………….

เรียกว่าความทะเยอทะยานหรือเปล่า

ผมไม่ทะเยอทะยานแล้ว ถ้าเป็นเด็กกว่านี้อาจจะเรียกว่าความทะเยอทะยาน มันเป็นเรื่องที่ว่าอย่างนี้เราทำมาแล้ว อย่างนี้ใครๆ ก็เขียนได้ เราเขียนควรจะดีกว่านั้น ควรจะใหญ่ เด่นกว่านั้น
……………….

เรียกว่ากำลังอยู่ในช่วงบ่มหรือเปล่า

ผมสุกมานานแล้ว ผมเชื่อว่าผมสุกแล้ว ผมแน่ใจว่าผมตกผลึกแล้ว เพียงแต่ว่าผลึกที่ได้เล็ก ไม่ใหญ่พออย่างที่ผมอยากเห็นอยากได้ เอามาใช้ยาก เมื่อเล็ก ใจเราก็ไม่ค่อยมีแล้ว
……………….

ก็เลยยังไม่มีคำตอบสำหรับนักอ่านใช่ไหมว่า จะได้อ่านเมื่อไหร่

ไม่มี แต่ว่ามีแน่ คือในภาวะที่เป็นอยู่ไม่มี แต่มีแน่ ถ้าผมยังมีอายุอยู่ ใจมันมี และเชื่อว่าจะต้องมี
……………….

ไม่เคยคิดที่จะหยุดเขียนหนังสือใช่ไหม

เดี๋ยวนี้ผมอายุ 56 ย่าง 57 ทำเก่งอยู่อย่างเดียวคือเขียนหนังสือ ทำอะไรอื่นไม่เป็นแล้ว เพราฉะนั้นจึงเขียนหนังสือไปเรื่อยๆ เราเคยมีความใฝ่ฝัน มีความทะเยอทะยานอย่างอื่นมากมายในการเติบโตมา แต่เมื่อมาถึงวัยหนึ่ง พบว่าเราทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าการเขียนหนังสือ

ผมคิดมาได้นานแล้วว่าการเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในชีวิตของ เรา เราจะไม่ไปเขียนรูป ทำงานรับจ้าง ไม่ไปทำงานโฆษณา ไม่ไปกินเงินเดือนที่ไหนแล้ว ความคิดนี้ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ก็มา แต่ใช้เวลา

เราเคยคิดว่าจะไปทำงานรับจ้างกินเงินเดือน แต่พบว่าเราไม่ชอบตื่นเช้า เงินเดือนเยอะแค่ไหนก็ตามถ้าต้องตื่น 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมง เย็นมันขัดแย้งกับนิสัย ซึ่งเรารู้แล้วว่านิสัยเราไม่ใช่อย่างนั้น แรกๆอาจจะยังไม่รู้ แต่เมื่อรู้แล้วเราก็พอใจที่ตื่นเช้ามาเราไม่ต้องออกไปทำงานที่ไหน ทำอยู่กับบ้าน
……………….

เชื่อเรื่องพรสวรรค์ไหม

ผมเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเชื่อ แต่ผมเชื่อเพราะว่าผมมีประสบการณ์มาเยอะเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ผมเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงเขียนหนังสือไม่ได้ บางคนเขียนหนังสือไม่ดี ทำไมคนที่ได้รับการบอกเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า บอกซ้ำบอกซาก ก็ยังไม่สามารถพัฒนางานเขียนของตนเองได้ เขียนมายังไงก็ยังเขียนอย่างนั้นแม้จะขยัน ตั้งใจ อยากเขียนงานให้ดีกว่าเดิมแต่ไม่สามารถทำได้ พรสวรรค์ก็มีข้อจำกัด

ผมมีพรสวรรค์ แต่มีข้อจำกัดในพรสวรรค์ของผม คือผมก็เขียนได้แค่นี้ ได้เท่าที่เห็นแต่คนที่มาเขียนให้ได้อย่างผม ก็มีน้อย
……………….

ชอบฉายา 'นักเขียนโชห่วย' ที่เขาตั้งให้ไหม

ไม่ใช่ว่าชอบหรือไม่ แต่ว่ามันเหมาะ คือถ้าคิดในแง่คนเขียนหนังสือคนที่เหมาะที่จะได้รับฉายานี้มากที่สุดคือผมนั่นแหละ ถ้าดูนักเขียนทั่วไปไม่มีใครเขียนเรื่องหลากหลายเท่าผม จำไม่ได้แล้วว่าใครตั้งให้ ไม่ถึงกับชอบหรือไม่ชอบ แต่รู้สึกว่ามันจริง ผมว่ามีผมคนเดียวเท่านั้นที่เหมาะกับฉายานี้ คนอื่นมองไม่เห็น
……………….

จริงไหมที่ว่าเขียนเรื่องส่วนตัวให้น่าอ่านมันยาก

ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันยาก แต่คนที่มองๆ เข้ามาจะรู้สึกว่ามันยาก ผมเขียนเรื่องแบบนี้ได้ ผมรู้สึกรีแลกซ์และกล้าเขียน กล้าเล่าเรื่องส่วนตัวมาจากการที่ผมเคยทำงานกับอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง สมัยสตรีสาร ทำกับท่านอยู่สักปี สองปีเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ นั่งอ่านต้นฉบับ อ่านต้นฉบับที่ท่านอ่านแล้วนำไปเรียงพิมพ์ ก็พบว่ามีการแก้ มีเรื่องนั่นเรื่องนี่ สารพัด สารเพ บางเรื่องเลือกลง บางเรื่องไม่ลง วันหนึ่งหลังจากทำงานมาพักหนึ่ง ผมถามท่านว่า อาจารย์มีหลักอย่างไรในการเลือกเรื่องลงพิมพ์

อาจารย์นิลวรรณตอบว่า “คุณก็ดูสิ เรื่องที่ลงไปคนอ่านๆ แล้วได้อะไร”

ตรงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นประเด็นสำคัญทำให้ผมเข้าใจเรื่องการเขียนหนังสือ ผมจะเป็นนักเขียนได้หรือไม่ ยังไงไม่รู้ แต่ผมว่าผมเป็นบรรณาธิการได้ อ่านแล้วรู้ว่าเรื่องนี้ควรลง เรื่องนี้ลงเลย เพราะเรารู้ว่าเรื่องนี้คนอ่านอ่านแล้วได้อะไร

ฉะนั้นเมื่อผมมาเขียนหนังสือในเวลาต่อๆ มาผมรู้ว่าเมื่อผมเขียนเรื่องส่วนตัวของผมเอง คนอ่านๆ แล้วได้อะไรหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจตรงนี้ ถึงแม้ผมเขียนเรื่องส่วนตัวของผม แต่คนอ่านๆ แล้วได้ประเด็น ความคิด ได้ความสนุก ซึ่งมันจะแฝงมากับตรงนั้น คนอื่นอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก แต่ผมว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะเล่าเรื่องตนเอง

การเล่าเรื่องตนเองมันมีเทคนิคซึ่งผมไม่รู้ แต่มันมาจากนิสัยส่วนตัวที่เป็นอยู่ จะบอกว่าเขียนถึงเรื่องของตนเองต้องถ่อมตัว ถ่อมตลอดก็ไม่ได้ ต้องมีอวดตัวบ้างในจังหวะที่เหมาะสม จะเขียนอ้อนเอาใจคนอื่น คนอ่านๆ แล้วก็จะรำคาญ จะเขียนเป็นนักเลงก้าวร้าวก็ทำไม่ได้ตลอด มันต้องมีจังหวะ เรื่องไหนเราพูดได้ขนาดไหน ผมเป็นนักเขียนที่รู้ตนเองเสมอ ว่ารู้อะไรแค่ไหน พูดเรื่องนี้ได้แค่ไหน รู้ตัวเองว่าไม่รู้อะไรจริงสักอย่าง แม้กระทั่งวรรณกรรมที่ทำอยู่ ก็รู้ได้ประมาณหนึ่งเข้าใจได้ประมาณหนึ่ง พูดมากกว่าที่รู้และเข้าใจไม่ได้ มีโอกาสจะโดนเขายันกลับมาสูงมาก
……………….

เชื่อว่าการเขียนหนังสือสอนกันได้ไหม

ได้ระดับหนึ่ง ก็เหมือนทั่วๆ ไป เขียนรูป เล่นดนตรี ก็สอนกันได้แต่ได้ระดับหนึ่ง เหมือนการเล่นกีฬาเริ่มเล่นพร้อมๆ กัน อีกคนเก่งเลย อีกคนหนึ่งเก่งไปได้ระดับหนึ่งแล้วหยุด นี่เป็นเรื่องทักษะ การสอนได้ในแง่ที่เป็นการเสริมทักษะ สอนให้มากกว่านั้นคงไม่ได้ มีทักษะแล้วจะไปพัฒนาอะไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พอเข้าไปสู่งานศิลปะ ทักษะเป็นเรื่องงานฝีมือ ฝีมือดีแล้วก็ไปอีกสภาวะหนึ่ง ไปไกลได้ขนาดไหน การสอนทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถทำให้บรรลุธรรมไปทั้งหมด
……………….

เห็น ชาติ กอบจิตติ ตั้งโรงเรียนสอนนักเขียนหรือ ศุ บุญเลี้ยง ก็เปิดคอร์สสอนการเขียน

โรงเรียนสอนนักเขียนของชาติผมว่าเป็นเจตนาที่ดีมาก เขาเชื่อว่าสมัยที่เขาเขียนหนังสือเขาอยากเจอนักเขียนจริงๆ นักเขียนรุ่นใหญ่เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำต่างๆ เมื่อเขามาถึงตรงนี้ เขาก็อยากทำในสิ่งที่เขาเคยอยากมีอยากเห็นอยากเป็นอยากได้รับ ซึ่งผมก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี
……………….

แต่คุณจะไม่สอนเรื่องการเขียนกับใครใช่ไหม

หนึ่งผมไม่รับลูกศิษย์ ผมสอนไม่เป็น สองผมไม่เคยคิดว่าจะไปหานักเขียนผู้ใหญ่คนไหนเลย เรื่องเจอคนนั้นคนนี้เพื่อหวังว่าจะได้รับคำแนะนำ ผมไม่มีความคิดนั้นเลย ผมใช้วิธีอ่านหนังสือ
……………….

ปกติคุณเขียนหนังสือตอนไหน

ถ้าอยากจะเขียนเขียนได้ตลอดเวลา บางทีเป็นภาระที่จะต้องส่งแต่ยังไม่รีบก็ยังไม่เขียน ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกจากบ้านหรือออกค่ำๆ และก็นอนดึก นอนดูทีวีบ้าง หรือนั่งทำงานเขียนหนังสือไปบ้าง นอนตี 3 ตี 4 ตื่นมาก็เที่ยงกว่าจะเสร็จธุระ อ่านหนังสือพิมพ์บ้างอะไรบ้าง ก็บ่ายสอง บ่ายสามกินข้าว แล้ว ก็ขึ้นไปทำงาน เว้นแต่ในกรณีที่เขียนบทละคร เวลาก็จะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ใช้เวลาเยอะกว่าปกติ ทีวีก็อาจจะดูน้อยลง อาจจะนอนสว่าง ตื่นมาทำงานเท่าที่เวลาอำนวย แต่เอาเวลาสะดวกสะบายของตนเองตั้งไว้ก่อน

เราชอบตื่นสายเพราะฉะนั้นเราตื่นสายแน่ ไม่ใช่ตื่นเช้ามาทำงาน ไม่เคยทำในชีวิตนี้ นอกจากทำจนเช้าอย่างนี้มี
……………….

เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าการเดินทางเป็นสายตาของนักเขียนไหม

ไม่ว่านักเขียนหรือใครผมว่าการเดินทางเป็นสิ่งที่ดี ได้มองเห็นเปรียบเทียบกับสิ่งที่จำเจซ้ำซากอยู่ ได้เห็นภาพใหม่ๆสิ่งใหม่ๆ ทำให้เปรียบเทียบกับสิ่งเก่าๆที่เคยเห็นผมว่านักเขียนต้องเปรียบเทียบเสมอนะ อย่างไปกินข้าวที่ปักกิ่งต่างจากกินข้าวที่บ้านเราไหม เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของคนเขียนหนังสือ ผมว่าแต่ละคนก็น่าจะมีมากหรือน้อย และการเขียนมันเป็นประสบการณ์ ถ้าคุณไม่เคยเห็นนิวยอร์คคุณจะพูดถึงนิวยอร์คยังไง คุณอ่านหนังสือเห็นรูปไม่เหมือนหรอก ต้องไปกินไปนอนที่นั่นสักพักถึงจะรู้ เพราะได้เห็นของจริง
……………….

อย่างคุณถือว่าเดินทางเยอะไหม เห็นว่าชอบอยู่บ้าน

พอประมาณ เพราะไม่ใช่นักเดินทาง ไปเมืองนอก ไปยุโรป ไปเมืองจีน ไปโน่นไปนี่ ถือว่าไปพอสมควร แต่การไปของเราเป็นแบบตามๆ ไป ไม่ได้มีประเด็นหลักว่าไปแล้วจะทำอะไรกับงานเขียน มีประเด็นน้อยมาก ไม่ค่อยจด ใช้วิธีจำๆ แล้วมาเขียน การเดินทางมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่แค่นักเขียนเท่านั้น
……………….

เคยรู้สึกตันบ้างไหม

บ่อย แต่ความเป็นมืออาชีพมันมีอยู่ อย่างเขียนคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ก็มีตันใช้เวลา 5-6 วันเขียน บางทีนึกไม่ออก แต่เมื่อถึงเวลา ถ้าหลุดจากนี้จะส่งต้นฉบับไม่ทันแล้ว ก็จะเขียนได้ ด้วยความชำนาญหรืออะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกเอง ถ้าเราเขียนดีก็อยากจะอ่านต้นฉบับที่เราเขียน ถ้าเขียนไม่ดีก็จะรู้สึกไม่อยากอ่าน

เป็นนักเขียนมันก็ตันด้วยกันทั้งนั้น แต่ตันแล้วหาทางออกได้หรือเปล่า
……………….

แล้วคุณหาทางออกยังไง

นั่งคิดไปเรื่อยๆ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ เขียนบทละคร บางทีมันตันนึกไม่ออก ไม่กล้าเขียนต่อ ไม่รู้ว่าถ้าไปแล้วมันจะเป็นยังไง ก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ก็เขียนไปเลยแล้วไปว่ากันข้างหน้า
……………….

คิดยังไงกับการเขียนแนวทดลอง

ผมว่าดี เขียนไปเหอะ แต่ถ้าทดลองสักแต่ว่าทดลอง มันไม่มีประโยชน์ บางคนทดลองแล้วคิดว่าแบบนี้จะเป็นรูปแบบอมตะ งานศิลปะในโลกนี้จริงๆ มันค่อนข้างจะเซ็ทเทิลดาวน์แล้ว เหมือนรูปเขียนคุณก็เขียนอะไรไม่ได้ไปกว่าที่เขียนๆ กันมาหรอก แต่ว่าจะเขียนยังไงให้มันดี ให้แตกต่างได้บ้าง เหมือนงานเขียนทดลองเพื่อจะไปไหน

ผมเชื่อในเรื่องพื้นฐาน ไม่เคยเชื่อในเรื่องเทคนิค เทคนิคที่ดีคือไม่มีเทคนิค เทคนิคที่ดีจะมาทีหลังและจะไปกับงานเขียน ไม่ใช่ไปตั้งเทคนิคไว้ก่อน ผมไม่เคยเชื่ออย่างนั้น เพราะฉะนั้นงานเขียนของผมจะไม่มีเทคนิค เป็นเรื่องเล่าปกติ
……………….

เดี๋ยวนี้เห็นคนดังดาราออกหนังสือกันง่ายเหลือเกิน

ก็ดี เขามีเรื่องอยากจะเล่าอยากจะเขียน ก็เขียน เราก็อ่านประสบการณ์ของคนคนหนึ่ง ความคิดของคนคนหนึ่ง จะดีจะเลว จะเร่อร่า ทันสมัย เก๋ไก๋ ผมว่าดี ไม่ใช่เรื่องแปลก
……………….

คุณคิดว่าถ้าตนเองเรียนมาทางอักษรศาสตร์ ชีวิตจะเปลี่ยนไปจากนี้ไหม

ผมมีความรู้สึกว่าถ้าผมเรียนมาทางอักษรศาสตร์ ผมก็อาจจะเป็นนักเขียนอย่างทุกวันนี้แหละ มันเหมือนโชคชะตากำหนดว่าผมจะเป็นนักเขียน แต่ผมคิดว่าผมโชคดีที่ผมไม่ได้เรียนมาทางอักษรศาสตร์ เพราะฉะนั้นกฎเกณท์ต่างๆ ผมจึงไม่รู้ สิ่งที่รู้มาต่างๆ ได้จากการทำงาน ความเข้าใจ การเรียนรู้จากคนอื่นๆ มาจากการอ่าน ถ้าผมเรียนอักษรศาสตร์ผมอาจจะไม่กล้าแหกกฎ ไม่กล้าเป็นกบฏ ไม่กล้าที่จะทำอะไรแตกต่างก็เป็นได้ ทั้งที่คนเรียนอักษรศาตร์ควรจะเป็นนักเขียนเยอะ แต่คนเรียนด้านนี้กลับไปเป็นนักวิชาการแทน ตรงนี้ไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าไหร่

ผมพูดได้ว่าผมเป็นคนใช้ภาษาดี ผมไม่ได้เรียนอักษรศาสตร์ อาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่ได้เรียนอักษรศาสตร์ ทำไมเขียนได้ขนาดนั้น เพราะฉะนั้นการเขียนหนังสือกับการเรียนอักษรศาตร์จึงไม่เกี่ยวพันกัน
……………….

นอกจากเขียนหนังสือแล้ว คุณเลี้ยงปลาด้วยหรือ

ผมมีบ่อปลาอยู่ข้างๆ บ้าน เป็นบ่อซีเมนต์ค่อนข้างใหญ่ และเลี้ยงปลาด้วยตัวเองมาตลอดทุกวัน นั่งๆ อยู่นี่เดี๋ยวก็เดินไปดูปลา พยายามทำน้ำให้ใสก็ไม่ใส เพราะบ่อสร้างผิดลักษณะของบ่อปลา ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะทำบ่อเลี้ยงปลา อยากให้มีน้ำข้างๆบ้านเฉยๆ เพราะชอบน้ำโตมากับน้ำ เพื่อนให้ปลามาก็ใส่บ่อไป เลี้ยงมาเกือบสิบปี ทุกวันนี้ก็ยุ่งอยู่กับไอ้บ่อปลานี่แหละ เสมือนงานอดิเรก

นอกจากเลี้ยงปลาแล้วไม่มีงานอดิเรกเป็นชิ้นเป็นอัน ถ้ากินเหล้าเป็นงานอดิเรกนั่นน่ะใช่ เมื่อก่อนมีปลูกต้นไม้ หลังๆ นี่ขี้เกียจ เบื่อ ที่ทางก็ไม่มี ไม่คิดว่าตนเองมีงานอดิเรก อาจจะกลับมาเขียนรูป ก็ยังไม่ได้ลงมือ……………….

เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/

ด้วยความอาลัยครับ
19/11/2018

ด้วยความอาลัยครับ

อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรียนหนังสือไม่จบ รีไทร์จากมหาวิทยาลัย แล้วไปทำงานในเหมืองแร่

แต่ต่อมาเขากลายเป็นเจ้าของเหมืองที่ใหญ่กว่าเหมืองแร่ นั่นคือเหมืองแร่อักษร

ผมพบเหมืองแร่แห่งนั้นครั้งแรกเมื่อเรียนชั้นมัธยมต้น ห้องสมุดโรงเรียนมีหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ อ่านด้วยความสนุกสนาน ทว่าเมื่อโตขึ้นก็อ่านเพื่อศึกษาวิธีการเขียน

เรื่องสั้นของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ถือเป็นงานเขียนชั้นครู ภาษาที่ใช้สั้น กระชับ ชกตรงเป้า หากเป็นมือกระบี่ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็เป็นจอมกระบี่แบบฉับไว กระบวนท่างดงามรวบรัด แทงตรงเข้าขั้วหัวใจ

ผมเรียนการเขียนงานเรื่องสั้นแบบหักมุมจบจากงานเขียนของครูอาจินต์ เรียนวิธีการใช้คำและภาษา ศึกษาการวางเรื่องและการลำดับ

ลุยทะเลคน เป็นรวมเรื่องสั้นที่ผมอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อชำแหละกลวิธีการเขียน

หนังสือทุกเล่มของครูอาจินต์เป็นเหมืองแร่อย่างแท้จริง

ในยุคนั้นเหมืองแร่ที่ครูอาจินต์ประจำอยู่ชื่อฟ้าเมืองไทย นิตยสารฟ้าเมืองไทยจัดเป็นมหาวิทยาลัยของนักเขียน หากงานใครได้เกิดที่นั่น ถือว่าใช้ได้ และมีนักเขียนใหม่จำนวนมากเกิดที่นั่น เจ้าของเหมืองอบรมสั่งสอนทุกคน

คำพูน บุญทวี หยก บูรพา ก็เกิดที่เหมืองแร่แห่งนั้น

เวลานั้น คำพูน บุญทวี เป็นผู้คุม มีปัญหาเรื่องเงินทอง จึงเขียนหนังสือไปส่งที่เหมืองฟ้าเมืองไทย และด้วยการชี้แนะของครูอาจินต์ คำพูน บุญทวี ก็กลายเป็นนักเขียนซีไรต์คนแรก

ไม่เพียงสอนและชี้แนะนักเขียนใหม่ ในบั้นปลายชีวิต ครูอาจินต์ยังสอนเด็กวินมอเตอร์ไซค์ในซอยให้เขียนหนังสือ!

ผมเรียนการเขียนงานเรื่องสั้นแบบหักมุมจบจากงานเขียนของครูอาจินต์ เรียนการใช้คำและภาษา ศึกษาการวางเรื่องและการลำดับ และเรียนการใช้ชีวิต

ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบตัวจริงของครูอาจินต์ จนเมื่อหัดคลานเตาะแตะในโลกหนังสือ จึงมีโอกาสพบพานหลายครั้ง ครูอาจินต์จับมือผมเหมือนญาติสนิทที่รู้จักกันมาสักห้าสิบปี คุยกันอย่างสนิทสนม

แกชอบเรื่องสั้น เช็งเม้ง ของผม เจอหน้ากันทีไร ก็คุยถึงเรื่องนี้

นักอ่านที่ไปงานหนังสือ หากได้พบครูอาจินต์ ย่อมรู้ดีว่าแกคุยกับนักอ่านทุกคนเหมือนญาติ คุยกันนานจนแถวยาวเหยียด

ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยบอกว่า นักเขียนน่าจะหางานประจำสักงาน แล้วเขียนหนังสือเป็นงานไซด์ไลน์ เพราะนักเขียนอาชีพในประเทศนี้ลำบาก

ในหัวใจของผม อาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นทั้งครู ญาติน้ำหมึก รู้สึกรักสนิทใจทุกครั้งที่พบพาน

เช่นเดียวกับนักเขียนไทยรุ่นครูทุกคนที่ผมรู้จัก ครูอาจินต์เป็นนักเขียนสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ถือตัว

โลกนี้มีเหมืองวรรณกรรมจำนวนไม่น้อย แต่มีเจ้าของเหมืองเช่น อาจินต์ ปัญจพรรค์ เพียงคนเดียว

วันนี้เจ้าของเหมืองจากไปแล้ว แต่เหมืองแร่วรรณกรรมที่ครูอาจินต์ทิ้งไว้เบื้องหลังยังเปี่ยมด้วยสินแร่ รอให้คนรุ่นหลังไปขุด
………………..

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/

(ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเหมืองแร่)

#อาลัยอาจินต์ปัญจพรรค์

ที่อยู่

Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+6621153535

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dbook2handผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์