13/05/2026
วันนี้จะมาเล่าว่าคำพูดธรรมดาๆของพ่อแม่ทำให้ลูกแข่งขันแพ้ได้ยังไง แล้วก็จะแนะนำเล่มนี้ด้วยค่ะ ดั้นด้นเสาะหามาอ่านเป็นการส่วนตัว
ลูกชายมิ้นเล่นหมากรุกสากล แพ้แล้วก็ชนะ -- ชนะแล้วก็แพ้ -- เป็นแพทเทิร์นแปลกๆมาหลายปีแล้ว คือ แข่งตาแรกไม่ว่าคู่แข่งจะเก่งแค่ไหนก็จะชนะหมด แล้วถ้าดีใจมาก ตาถัดไปก็จะแพ้ พอแพ้ก็จะกลับมาชนะ -- แล้วพอได้ครึ่งๆมาเรื่อยๆ จนถึงครึ่งทางเมื่อถึงตาที่ตัดสินว่ามีโอกาสได้ถ้วยไหมเขาก็จะเล่นเร็วมาก ในตานี้ไม่ว่าจะเจอกับเกมที่ง่ายแค่ไหนก็จะแพ้ คำพูดธรรมดาๆระหว่างพ่อลูกอย่างเช่น "ถ้าหนูได้ถ้วยจะซื้อเบย์เบลดให้มั้ย" กลายเป็นประโยคสำคัญที่ทำให้แข่งหมากรุกแพ้ เชื่อมั้ยคะ?
ลูกคนอื่นอาจจะไม่เป็นแบบนี้นะ แต่ลูกของมิ้นเวลาชนะได้ตานึงแล้ว ใจฟุ้งซ่านไปถึงของรางวัลที่ตัวเองอยากได้จนไม่มีสมาธิกับกระดานที่กำลังเล่นแล้ว ฝันไปเล่นไป พอแข่งแพ้แบบไร้สาระบ่อยเข้ามันบ่งชี้ว่า "สาเหตุมาจากใจ" แล้วเขาก็ถูกโค้ชดุ ...คำพูดโค้ชแทนที่จะช่วยผลักดันให้ฮึดสู้ กลายเป็นตราประทับทำให้รู้สึกตัวเองไม่ได้เรื่อง อยากจะเลิกเล่นหมากรุกไปเลย (เด็กเซ็นซิทีฟ)
ในสภาวะจิตใจที่ดิ่งจัด ฟอร์มการเล่นก็เปลี่ยนด้วยนะ
ใครมาเจอพฤติกรรมแบบนี้คงปวดหัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
มิ้นเลยอยากให้พื้นที่อิสระกับลูก เลยหยุดเรียนหมากรุกไปสองสามเดือน งดฟังคำวิจารณ์ พยายามคุยเรื่องการให้กำลังใจตัวเอง ....ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
จนมิ้นเริ่มหา insight จากดวงชะตาและดาวจร AI ก็เลยแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ (และอีกหลายเล่ม) พอดีเล่มนี้เป็นภาษาไทยและเพิ่งตีพิมพ์เลยหาอ่านง่ายหน่อย (สั่ง Booksberry ได้นะคะ ^^)
ในจังหวะที่ลูกแข่งขันตาสุดท้ายที่กรุงเทพก่อนจะกลับบ้านที่เชียงใหม่ มิ้นบอกลูกว่า "แม่เข้าใจว่าลูกกำลังทดลองเพลงดาบใหม่ แต่ถ้าเพลงดาบนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่ อย่าเพิ่งเอาไปใช้ฟันคู่ต่อสู้นะ คนที่เขาฝึกเพลงดาบเก่าจนคล่องเขาจะฟันเราตายก่อน" มันน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วย "ปลดล็อค" ให้ลูก เหมือนที่ในหนังสือ #เกมภายใน ว่าไว้ คือ ถ้าเรา "ไม่ตัดสิน" แต่มองการเล่นนั้น "ตามที่มันเป็น" เมื่อนั้นเราถึงพัฒนาและแก้ไขตัวเองได้
ถ้าครึ่งปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ลูกพยายามทดลองการเล่นหมากรุกท่าใหม่ แล้วถูกครูบ้าง แม่บ้าง พ่อบ้าง ติดเบรคว่าใช้ไม่ได้ มันเหมือน "ไม่เปิดให้เขาทดลอง" (แล้วถ้าเขาไม่ได้ทดลองหาวิธีการใหม่ๆ เขาจะพบวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ยังไงล่ะนะ??) การยอมรับตรงๆว่าลูก "จะคิดค้นเพลงดาบใหม่ก็ได้" มันคือการยอมรับการเปลี่ยนฟอร์มโดยไม่ตัดสิน ในทัวร์นาเมนท์นั้นพอได้รับอิสระแล้ว ลูกทดลองหลายแบบเลย เล่นแบบไม่เครียดและสนุกมาก (ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วจะเข้าใจประโยคนี้ชัดเจนเลย)
ในที่สุดลูกชายก็ได้ Fide rate มาค่ะ แม้จะไม่ได้ถ้วยรางวัลใดใด แต่การได้แจ้งเกิดเรท หรือเล่นชนะผู้เล่นที่เก่งกว่าเขาได้ มันทำให้ลูกมองเห็นว่าตัวเองยังมีหวัง ตอนนี้เราก็เลยมาถึงขั้นต่อไปของหนังสือเล่มนี้ -- "การฝึกสมาธิ"
เรื่องที่มิ้นเล่ามาตอนต้น ที่ลูกเสียสมาธิจากการฝันถึงเบย์เบลด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักกีฬาทุกคนค่ะ ทำให้ทุกคนพลาดมาแล้ว ทำยังไงจึงจะรักษาสมาธิไว้ได้? ตาแรกน่ะไม่ยากหรอก ตาที่ยากกว่าคือการชนะหลังจากชนะแล้ว
เล่มนี้ตัวอย่างจะเป็นเทนนิส กีฬาที่ใช้ความเร็วในการโต้ตอบ แต่พอประยุกต์ใช้ได้นะ เอาไปใช้กับชีวิตก็ได้ถ้าคุณกำลังทำอะไรพลาดซ้ำๆบ่อยๆ ค่ะ