สารอาหารบำบัดมะเร็ง NCDs สารสกัดจากธรรมชาติ

โทร เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

สารอาหารบำบัดมะเร็ง NCDs สารสกัดจากธรรมชาติ พอลลิติน คือสารอาหารจากธรรมชาติครบ

🍂🍂 ฟักทอง 🍂🍂          ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอและซี ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รักษ...
17/12/2022

🍂🍂 ฟักทอง 🍂🍂
ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอและซี ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รักษาความผิดปกติของหัวใจ และทางเดินหายใจ ฟักทอง สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต แถมยังช่วยบำรุงสายตาได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้ที่รับประทานฟักทองเป็นประจำ จะมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งปอดต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานเลย ขณะที่ใบอ่อนและดอกของฟักทองก็มีวิตามินเอสูง ไม่ต่างจากเนื้อของฟักทองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยสังกะสี เหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ช่วยป้องกันและลดการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะออกฤทธิ์ขับพยาธิตัวตืด ทั้งยังใช้เป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย จึงถือเป็นของว่างหรือของขบเคี้ยวที่ให้โปรตีน และวิตามินรวม ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติของต่อมลูกหมาก และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศให้อยู่ในระดับปกติ
ในอดีตการรับประทานฟักทองมักจะนิยมนำมาปรุงสุก มากกว่าการรับประทานสด โดยเฉพาะการนำมารับประทานคู่กับผักอื่นๆในสลัด หรือนำมาปรุงเป็นผัดผัก แกงเลียง แกงเผ็ด แกงไตปลา หรือนำมาทำเป็นน้ำฟักทอง ฟักทอง แกงบวด ฟักทองสังขยา เป็นต้น แต่สำหรับปัจจุบันผู้รักสุขภาพหลายท่านได้ทำการคิดค้น และวิจัยสูตรการรับประทานฟักทองสด (ฟักทองดิบ) ขึ้นมาหลายวิธีด้วยกัน อาทิ การนำมาคั้นแยกกากแยกน้ำ ทำเป็นน้ำฟักทองรับประทาน ก็จะได้คุณค่าของสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งถ้านำเนื้อในของฟักทองประมาณ 100 กรัม มารับประทานติดต่อกัน 3 วัน ก็จะช่วยถ่ายพยาธิไส้เดือนได้ โดยไม่ต้องกินยาถ่ายพยาธิอีกด้วย
#สารต้านมะเร็ง
#โรคเบาหวาน
#โรคความดันโลหิต
#บำรุงสายตา
#มะเร็งปอด
#นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
#พยาธิตัวตืด
#ปรับฮอร์โมนเพศ

โรคตับอักเสบจากไวรัสบี (VIRAL HEPATITIS B)ใบปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 350 ล้านคน และกว่า 260 ล...
13/01/2022

โรคตับอักเสบจากไวรัสบี (VIRAL HEPATITIS B)

ใบปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 350 ล้านคน และกว่า 260 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 75 อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ดังนั้น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อาฟริกา รวมทั้งประเทศไทยจึงเป็นแหล่งที่มีโรคไวรัสตับอักเสบบีชุกชุมมาก โดยประชากรประมาณร้อยละ 3-6 มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งแสดงว่าประชากรประมาณ 2-4 ล้านคน มีเชื้อไวรัสบีที่พร้อมจะแพร่และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกับผู้อื่น

อาการและอาการแสดงของโรคไวรัสตับอักเสบบี
ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจไม่มีอาการหรือมีอาการของโรคตับอักเสบฉับพลันแต่ไม่รุนแรง ได้แก่ อาการมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตาและตัวเหลือง หรือมีอาการรุนแรง ตับโต จนถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลงในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และหายภายใน 2 เดือน แต่มีผู้ที่ติดเชื้อร้อยละ 5-10 ไม่หายสนิท เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังตามมา ซึ่งในอีก 10 ถึง 20 ปีต่อมา อาจกลายเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในวัยแรกเกิดมักไม่มีอาการ ซึ่งในกลุ่มนี้ร้อยละ 90 จะกลายเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
เชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีมากในเลือด นอกจากนี้ยังพบได้ในสิ่งคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น น้ำตา น้ำมูก น้ำอสุจิ เยื่อเมือกจากช่องคลอด น้ำคร่ำ เลือด ประจําเดือน ดังนั้นการสัมผัสเลือด เช่น การได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด เข็มฉีดยา การฝังเข็มและเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีการปนเปื้อนเลือดของผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ และยังพบว่าแม้เลือดจะมีปริมาณน้อย 1 ในหมื่นถึง 1 ในล้านของซีซี (0.0001 - 0.000001 ml) ก็ยังสามารถติดเชื้อได้เช่นกัน

สรุปทางที่จะติดเชื้อพบได้ใน
• การสัมผัสน้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำเหลือง
• จากการได้รับเลือด
• ทางเพศสัมพันธ์
• จากแม่สู่ลูกขณะคลอด
• ภายในครอบครัวที่มีผู้ติดเชื้อ

โรคตับอักเสบจากไวรัสบี และมะเร็งตับ

พบว่าโอกาสเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี จะมีประมาณร้อยละ 0.49 ต่อปี และสูงเป็นร้อยละ 2-5 ต่อปี ในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งในคนไทยพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติประมาณ 35-400 เท่า ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ผู้ป่วยตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบบี ติดตามไป 15 ปี มีโอกาสเกิดมะเร็งตับสูงถึงร้อยละ 27

ถ้ามารดาเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสบี จะมีผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร?

• ในประเทศไทยพบว่า มารดาเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ทารกจะมีโอกาสติดโรคจากมารดาได้ประมาณร้อยละ 40-90 ทารกเพศชายที่ติดเชื้อ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มีโอกาสเป็นโรคตับสูงกว่าทารกเพศหญิงที่ติดเชื้อ แต่ในทารกเพศหญิงที่ติดเชื้อก็จะเติบโตเป็นมารดาที่เป็นพาหะต่อไป การติดเชื้อของทารกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระหว่างการคลอด
• การป้องกันในทารกแรกเกิดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรดังกล่าว และลดความชุกชุมของไวรัสตับอักเสบบีลงได้ จึงควรตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ตั้งครรภ์ทุกราย โดยการตรวจหา HBsAg ในเลือด
• พบว่าไวรัสตับอักเสบบีสามารถผ่านทางน้ำนมได้ และจะผ่านมากขึ้นถ้าหัวนมมารดามีแผล จึงมีปัญหาว่า ทารกกินนมมารดาได้หรือไม่? จากการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีความชุกชุมของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงนั้น การติดเชื้อในทารกที่กินนมมารดาและนมผสมไม่แตกต่างกัน และเนื่องจากนมแม่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก จึงยังแนะนําให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ยกเว้นมารดามีแผลที่หัวนมหรือลูกขบกัดหัวนมแม่

พาหะของโรคคืออะไร?

• คือผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่ในร่างกายแต่ไม่มีอาการตับอักเสบ บุคคลที่เป็นพาหะสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

คําแนะนําสําหรับผู้เป็นพาหะ

1. บํารุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอัลฟาท็อกซิน เช่น ถั่วลิสงตากแห้ง พริกป่น
2. งดสุรา และสิ่งที่มีผลต่อตับ โดยเฉพาะไม่ควรซื้อยากินเอง ซึ่งรวมถึงยาบํารุง วิตามินบางชนิด หรือสมุนไพร โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
3. งดบริจาคเลือด รวมถึงน้ำเชื้ออสุจิ
4. งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะของที่ปนเปื้อนเลือดได้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน
5. ออกกําลังกายและทํางานได้ตามปกติ เพียงงดกีฬาหรือการทํางานที่หักโหมเกินไป
6. แนะนําให้ผู้ที่ยังไม่มีภูมิกันโรคที่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นพาหะฉีดวัคซีน
7. ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้
8. เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์
9. ผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี ควรพบแพทย์เพื่อทําการตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

จะทราบได้อย่างไร? ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

โดยการตรวจเลือด เป็นวิธีที่ใช้กันโดยแพร่หลาย สะดวก และรวดเร็ว

การตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

• HBsAg (Hepatitis B Surface Antigen) ถ้าผลเป็นบวก แสดงว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
• HBeAg เป็นบวก แสดงว่ามีเชื้อไวรัสบีที่กําลังแบ่งตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้
• HBV-DNA ตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับบีโดยตรงจากเลือด
• AntiHBc ตรวจหาแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ว่าผู้ใดเคยติดเชื้อมาในอดีต
• ตรวจพบ AntiHBs แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรค

การรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัสบี

1. กลุ่มพาหะกลุ่มนี้ไม่มีการอักเสบของตับ แต่เนื่องจากมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติ จึงควรพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นระยะ
2. กลุ่มที่มีอาการติดเชื้อเฉียบพลัน ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการตัว ตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่อ อาหาร แนะนําให้รับประทานอาหารครบทุก หมู่ อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อร้อยละ 85-90 มักหาย และมีภูมิคุ้มกัน ส่วนอีกร้อยละ 5-10 จะไม่หายและกลายเป็นพาหะหรือตับอักเสบเรื้อรังต่อไป
3. กลุ่มที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง คือค่าเอนไซม์ในตับผิดปกตินานติดต่อกันเกิน 6 เดือน กลุ่มนี้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็ง และมะเร็งตับได้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษา

ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ยาที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลาย คือ อินเตอเฟอรอน (Interferon) ซึ่งเป็นยาฉีด และยารับประทาน ปัจจุบันมีอยู่หลายชนิด ประสิทธิภาพของยาจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับภาวะของผู้ป่วย เพศ จํานวนเชื้อไวรัส รวมถึงสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสด้วย ผลของการรักษาสามารถทําให้ HBsAg หายไป เกิด AntiHBe ร่วมกับลดการอักเสบของตับ แสดงว่าผู้ป่วยหายจากโรคได้ประมาณร้อยละ 40-60 แต่การรักษามีผลข้างเคียง และต้องใช้เวลานาน ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและตับ เพื่อพิจารณาให้การรักษาต่อไป

โรคตับอักเสบจากไวรัสบี เป็นปัญหาสําคัญทางสาธารณสุข รักษายากแต่สามารถป้องกันได้ ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสบีซึ่งได้ผลดีมาก รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

กลุ่มประชากรที่ควรจะได้รับวัคซีนจึงจัดตามลำดับความสำคัญ ดังนี้

1. ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ
2. ทารกแรกเกิดทุกราย
3. บุคคลที่อาศัยบ้านเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นพาหะและยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
4. ผู้ที่ทํางานเสี่ยงต่อการติดโรค เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ตํารวจ ทหาร
5. เด็กอายุ 7-15 ปี ที่ยังไม่มีภูมิ
อักเสบจากไวรัสบี 6. ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบจากไวรัสบี

*ข้อ 3-6 ควรตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีเชื้อหรือภูมิคุ้มกันหรือไม่ก่อนฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีด 3 เข็มในระยะห่างกัน 0, 1, 6 เดือน ตามลำดับ รพ.สมิติเวช

การใช้ตัวช่วยกับทางเลือกทางธรรมชาติเป็นที่นิยมในยุคนี้
เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย​ เพราะจากการใช้จริงและได้ผลลัพธ์ที่ดีจึงบอกต่อกัน
ทางเราจึงขอแนะนำน้ำพลูคาวสกัด
1.ช่วยให้ระบบการขับถ่ายปกติ
2.ช่วยในการย่อยอาหารที่ดีขึ้น
3.ป้องกันการเกิดมะเร็ง​ และทำลายเซลล์มะเร็ง
เพื่อให้ชีวิตปกติไม่เสี่ยงต่อโรคร้าย

แอดมินไปเจอบทความหนึ่ง ของ BBC ประเทศไทย นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจมากค่ะ คือเรื่องของเรื่องทางทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน...
10/12/2021

แอดมินไปเจอบทความหนึ่ง ของ BBC ประเทศไทย นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจมากค่ะ คือเรื่องของเรื่องทางทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ เขาได้ทำการเก็บดีเอ็นเอจากกลุ่มแพทย์มือใหม่ 250 คน ตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้าทำงาน 1 ครั้ง และหลังจากทำงานไปแล้ว 1 ปี อีก 1 ครั้ง ระหว่างนั้นก็ทำการเก็บข้อมูลสุขภาพจิตและระดับความเครียดผ่านแบบสอบถามด้วย
ผลคือพบว่า "เทโลเมียร์" (Telomeres) หรือส่วนปลายของโครโมโซม ซึ่งเป็นสายดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่เสมือนฝาปิดป้องกันไม่ให้โครโมโซมเสียหายนั้น ได้หดตัวสั้นลงอย่างมากในขนาดที่เท่ากับการหดตัวตามธรรมชาติเป็นเวลา 6 ปี และทั้งหมดนี่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาการเริ่มงานมาได้ 1 ปีเท่านั้น เท่ากับ ดีเอ็นเอแก่ลงเร็วขึ้น 6 เท่า

สงสัยล่ะสิ ว่าดีเอ็นเอแก่ลงแล้วอย่างไร คือว่า ตามปกติแล้วสภาพของเทโลเมียร์จะเป็นตัวบ่งบอกถึงอายุขัยของเซลล์และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ แต่การทดลองนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พบว่า เทโลเมียร์สามารถได้รับความเสียหายจากความเครียด

และหากเทโลเมียร์อายุมากขึ้น ทำให้เซลล์สูญเสียความสามารถในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมตนเอง ผลวิจัยที่ผ่านมาในอดีตชี้ว่า เทโลเมียร์ที่สั้นลงมีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ และโรคสมองเสื่อม

สรุปง่ายๆ เครียด = ดีเอ็นเอแก่เร็ว = ร่างกายก็อ่อนแอเร็ว เสี่ยงโรค โดยไม่ต้องรออายุเยอะ
นับเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่น่ากลัวจริงๆ ในสังคมปัจจุบัน ที่มีความเครียดขับเคลื่อนค่อนข้างสูงค่ะ ยังไงก็พยายามผ่อนคลาย พักผ่อนให้เพียงพอ ให้เวลากับสุขภาพกาย สุขภาพใจกันด้วยนะคะ อย่าหักโหม แอดมินเป็นห่วงค่า

ขอบคุณข้อมูลจาก : BBC ประเทศไทย

#คลีนิครักสุขภาพ

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะเป็น โรคอันตรายนี้มีสถิติให้เกิดการเสียชีวิตอันดับต้นๆเลย ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องร...
24/11/2021

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะเป็น โรคอันตรายนี้มีสถิติให้เกิดการเสียชีวิตอันดับต้นๆเลย ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องรู้วิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เริ่มต้นจากต้องรู้ว่า “ศัตรูของมะเร็ง” คืออะไร มะเร็งเกลียดอะไร มะเร็งไม่ชอบอะไร แล้วพยายามนำสิ่งนั้นเข้าใกล้ตัวเรา หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันการเกิดมะเร็งที่คุณเองสามารถทำได้ และนอกจากนั้นคือเรื่องการรับประทานอาหารที่ดี มีส่วนทำให้มะเร็งขยาด เเละไม่อยากเข้าใกล้คุณ

1. ศัตรูของมะเร็งกระเพาะอาหาร คือ กระเทียม
2. ศัตรูของมะเร็งตับ คือ เห็ด
3. ศัตรูของมะเร็งตับอ่อน คือ บร็อคโคลี่
4. ศัตรูของมะเร็งปอด คือ ผักโขม
5. ศัตรูของมะเร็งลำไส้ คือ หน่อไม้น้ำ
6. ศัตรูของมะเร็งเต้านม คือ สาหร่ายทะเล
7. ศัตรูของมะเร็งผิวหนัง คือ หน่อไม้ฝรั่ง

8. ศัตรูของมะเร็งปากมดลูก คือ ถั่วเหลือง

8 อาหารนี้ เป็นสิ่งที่เราควรกินเข้าไปเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากมะเร็ง ถ้าอยากแข็งแรง เราควรหันมาบริโภคศัตรูของมะเร็ง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมกับวิธีง่ายๆในการทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม เช่น

- ดื่มน้ำที่สะอาดและเพียงพอ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

- หลีกเลี่ยงการสูดดมหรือสัมผัสก๊าซขณะเติมน้ำมันรถ

- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งย่าง ไหม้เกรียม หรือมีเศษสีดำของการเผาติดอยู่

ได้ด้วย ควรดื่มน้ำหรือให้ปริมาณปัสสาวะมีสีเจือจางเมื่อขับถ่ายทุกครั้ง

- รับประทานผักผลไม้สีเขียว

- ออกกำลังกายเผาผลาญไขมัน

- หลีกเลี่ยงการใช้ สัมผัส หรือสูดดมสารซักแห้ง

- ลดการใช้ปริมาณสารเคมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารฟอกขาว สารเคมีในการขัดห้องน้ำ หรือสารขจัดคราบสกปรกต่างๆ

- หลีกเลี่ยงการผ่านสารรังสี

- ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือโดยการแนบหูเป็นเวลานาน

- ทาโลชั่นกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

สิ่งต่างๆเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น แม้ว่าคุณอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ฝึกทำไว้ให้เป็นนิสัยบ้างก็จะดีกว่า เพราะมีงานวิจัยมากมายออกมาสนับสนุนแล้วว่าพฤติกรรมต่างๆที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้น ป้องกันตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า

มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นเนื้องอกมะเร็งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากเนื้อเยื่อในตับอย่างเซลล์ตับ ท่อน้ำดี หรือต่อมน้ำเ...
16/10/2021

มะเร็งตับ (Liver Cancer)

เป็นเนื้องอกมะเร็งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากเนื้อเยื่อในตับอย่างเซลล์ตับ ท่อน้ำดี หรือต่อมน้ำเหลือง และที่เนื้องอกมะเร็งที่เกิดจากบริเวณอื่นๆ แล้วลุกลามแพร่กระจายมายังตับได้ โดยอาจเริ่มจากระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ และเต้านม เป็นต้น ซึ่งเป็นมะเร็งตับนี้พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 2 ในผู้หญิงเลย

📍สาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ
สำหรับสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และสามารถคร่าชีวิตผู้ป่วยได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 – 6 เดือน ซึ่งพบว่าปัจจัยที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งตับนี้ได้คือผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือเป็นโรคตับแข็ง มักเป็นมะเร็งตับได้ง่ายกว่าในคนปกติถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว รวมทั้งบรรดาผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำทั้งหลาย และสารอะฟลาทอกซินที่อยู่ในข้าวโพด ถั่วลิสง กระเทียม พริกแห้ง เต้าหู้ยี้ หรือเต้าเจี้ยว ก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน เพราะสารอะฟลาทอกซินนี้จะเข้าไปช่วยเสริมให้เกิดโรคมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยที่ชอบกินของดิบๆ สุกๆ หรือติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ เป็นต้น

📍อาการของโรคมะเร็งตับ
สำหรับโรคมะเร็งตับนั้นในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาให้ได้สังเกตเห็นเลย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปจนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำการรักษาได้แล้ว โดยเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการแสดงดังนี้

➡️รู้สึกเสียดท้อง หรือปวดชายโครงด้านขวา และอาจร้าวไปยังไหล่หรือลำตัวซีกขวา
➡️มีอาการจุกเสียดแน่นในบางครั้ง
➡️เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
➡️รู้สึกอ่อนเพลีย
➡️อาจคลำพบก้อนเนื้อที่บริเวณชายโครง

📍วิธีรักษาโรคมะเร็งตับ
➡️รักษาโดยการผ่าตัด สำหรับวิธีนี้แพทย์จะผ่าตัดเมื่อขาดของก้อนเนื้อนั้นไม่เกิน 2 เซนติเมตร และต้องเป็นมะเร็งเพียงก้อนเดียวที่มีเปลือกห่อหุ้มอยู่และไม่กระจายออกมาเท่านั้น
➡️การใช้คลื่นเสียง RFA (Radiofrequency Ablation) เป็นการใช้เข็มแบบพิเศษกับหลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้า ทำให้เกิดคลื่นความถี่และเสียดสีจนเกิดความร้อน เรียกได้ว่าเป็นการใช้ความร้อนในการทำลายเซลล์มะเร็ง
➡️การใช้ TOCE (Transcatheter Oily Chemo-embolization) วิธีนี้จะทำโดยรังสีแพทย์ในกรณีที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้
➡️ การเปลี่ยนตับ วิธีนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นหลัก

📍วิธีดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ
✅หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารซ้ำๆ หรือใส่ยากันบูด
✅ไม่รับประทานอาหารที่เสี่ยงต่อเชื้อราหรือสารอะฟลาทอกซินทั้งหลาย
✅งดการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ
✅ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
✅รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทุก 5 หมู่ เน้นโปรตีนอย่างไข่, นม เป็นต้น
✅เอาใจใส่และให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยมากๆ
✅ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หรือหากมีอาการผิดปกติใดๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที

ดังนั้นเราจึงควรเริ่มหันมาดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งตับไม่ให้มากล้ำกราย หรือบรรเทาไม่ให้มีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะหากร่างกายแข็งแรงแล้วก็เปรียบเสมือนเกราะป้องกันโรค ทำให้โอกาสการเกิดโรคต่างๆน้อยลง

ปรึกษาฟรี 087-048-6415

จำไว้แม่นๆ ....... จงกินกล้วย...เมื่อเครียด....ซึมเศร้าจงกินกล้วย เมื่อกรดไหลย้อนจงกินกล้วยเมื่อน้ำตาลตกตอนเช้าๆ(hypogly...
12/08/2021

จำไว้แม่นๆ .......

จงกินกล้วย...เมื่อเครียด....ซึมเศร้า
จงกินกล้วย เมื่อกรดไหลย้อน
จงกินกล้วยเมื่อน้ำตาลตกตอนเช้าๆ(hypoglycemia)

กล้วยมีน้ำตาลธรรมชาติถึงสามชนิด– sucrose, fructose , glucose ซึ่งล้วนจับตัวแน่นกับเส้นใยอาหาร(fiber).จึงค่อยๆปลดปล่อยน้ำตาลออกมาให้พลังงานกับร่างกาย

มีงานวิจัยมากมายย้ำว่ากล้วย 2 ผลให้พลังงานพอเพียงกับการออกกำลังบริหาร 90นาที ใครช่างสังเกตนักกีฬาระดับชาติระดับโลกมักจะพกกล้วยติดตัวกินเป็นอาหารว่างระหว่างพักเกม

กล้วยช่วยลดอาการซึมเศร้าเพราะมีกรดอะมิโน tryptophanซึ่งร่างกายใช้เป็นวัตถุดิบไปสร้างเซอโรโทนิน serotonin ทำให้ผ่อนคลาย อารมณ์สดชื่น จำไว้ว่าเวลาเครียด….กินกล้วยซะ!!!

กล้วยช่วยป้องกันเลือดจางเพราะมีแร่ธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการสร้างhemoglobin ของเม็ดเลือดแดง

กล้วยมีแร่โปตัสเซี่ยมสูงช่วยลดความดันโลหิต ทานทุกวันเพื่อลดความเสี่ยงต่อความดันสูงและ stroke.

มีงานวิจัยมากมายพบว่ากล้วยช่วยให้สมองตื่นตัว มีสมาธิ จึงเหมาะกับนักเรียนขณะเรียนหรือสอบ.

กล้วยมีเส้นใยอาหาร(fiber) สูงช่วยชะล้างผนังลำไส้และทำให้อุจจาระมีมวลที่ง่ายกับการขับถ่าย ป้องกันท้องผูกได้เป็นอย่างดี

เส้นใยชนิดละลายน้ำ(water soluble fiber) ยังเป็นอาหารและที่พักพิงสำหรับจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Flora )ได้ขยายแพร่พันธุ์

แก้อาการเมาค้างได้ดีนักแลโดยอาจปั่นเป็น banana milkshakeหรือกินกับน้ำผึ้งทำให้สดชื่นหายเมาค้าง มีกำลัง

กล้วยมีสรรพคุณลดกรดในกระเพาะได้ดี จึงเหมาะมากกับการป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ และอาการกรดไหลย้อน (มีตัวอย่างคนใกล้ชิดที่ประสบปัญหากรดไหลย้อนมานาน ทานยาก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ท้ายสุดเพียงกล้วยมื้อละผล อาการหายขาดจนทุกวันนี้ตื่นเช้ามาต้องหันไปไหว้ขอบคุณต้นกล้วย 5555แต่เรื่องจริงนะ )

กล้วยมีเส้นใยห่อหุ้มน้ำตาลอยู่ เมื่อทานเข้าไปแล้วจะค่อยปลดปล่อยน้ำตาลออกมาอย่างช้าๆคล้ายยาราคาแพงๆที่โฆษณาว่า “Slow release” ทำให้ระดับน้ำตาลไม่วูบวาบ ใครที่หิวบ่อยต้องหาของกินทุกสองชั่วโมง ลองหันมาทานกล้วยมื้อละผลดู

ใครที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วไม่มีแรงลุกขึ้น(เนื่องจากน้ำตาลในเลือดลดต่ำมาก Hypoglycemia)ให้ทานกล้วยก่อนนอนหนึ่งผล นอกจากจะหลับสบายแล้ว ยังป้องกันอาการน้ำตาลในเลือดลดต่ำมาก Hypoglycemia ที่ภาษาชาวบ้านมักเรียกว่า morning sickness.

ดีกว่ายาหม่องตั้งเยอะ ใครถูกยุงแมลงกัดต่อยจนแสบคัน อย่าเพิ่งทายาหม่อง รีบเอาเปลือกกล้วยด้านในทาถูๆ จะพบความอัศจรรย์หายคันหายบวมเร็วทันใจ

กล้วยมีวิตามิน Bสูง จึงช่วยผ่อนคลายระบบประสาทได้ดี เวลาเครียด วิตกกังวล เหงาหงอย รีบคว้ากล้วยเข้าปาก

ผลการศึกษาเทียบกับแอปเปิ้ลพบว่ากล้วยมีโปรตีนสูงกว่า4เท่า มีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า2เท่า มีแร่ฟอสฟอรัสสูงกว่า3เท่า มีวิตามิน A และแร่ธาตุเหล็กสูงกว่า 5เท่า มีวิตามินและแร่ธาตูอีกหลายชนิดสูงกว่าโดยเฉลี่ย 2เท่า อุดมด้วยแร่โปตัสเซี่ยมที่จำเป็นต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดความดัน ......

ทานกล้วยที่สุกจนฉ่ำผิวเปลือกคล้ำ ช่วยต้านมะเร็ง นักวิจัยชาว ญี่ปุ่นได้ระบุว่ากล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้าง สาร TNF (Tumor Ne...
12/08/2021

ทานกล้วยที่สุกจนฉ่ำผิวเปลือกคล้ำ ช่วยต้านมะเร็ง

นักวิจัยชาว ญี่ปุ่นได้ระบุว่ากล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้าง สาร TNF (Tumor Necrosis Factor) สารตัวนี้มีความสามารถที่จะต่อสู้กับเซลล์ ที่ผิดปกติ เช่นเซลล์มะเร็งเป็นต้น สาร TNF เป็นตัวที่ช่วยสร้าง CD4 ให้ เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายเราให้สูงขึ้น ในจำนวน กล้วยทั้งหมด กล้วยไข่จะมีสารต้านมะเร็งมาก มีสาร TNF มากที่สุด โดยให้เลือกชนิดที่มีจุดดำๆ จะดีที่สุด คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆหลายๆแห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาว ได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า

Credit : นิตยสารไม่ ลองไม่รู้เพื่อเกษตรวันนี้

คนส่วนใหญ่ที่มักไม่ยอมรับตัวเองสูงอายุ หรือมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนำไปสู่โรคหัวใจ การหลบเลรายงไม่เข้ารับการรักษา ปัญหาอื...
29/06/2021

คนส่วนใหญ่ที่มักไม่ยอมรับตัวเองสูงอายุ หรือมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนำไปสู่โรคหัวใจ การหลบเลรายงไม่เข้ารับการรักษา ปัญหาอื่นอาจไม่เลวร้ายเท่ากับการมีปัญหาหัวใจที่ร้ายแรงซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้

เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นพิสูจน์ผลลัพธ์ที่ดีได้แล้ววันนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ Pollitromb

ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็ปไซต์ : https://www.pollitin.com/

Line :
Line : :: https://bit.ly/3nK1oXg
Tel : 0870486415

#พอลลิทรอมป์ #สัญญาณโรคหัวใจ #วิตามินอี #บำรุงเลือด #เกสรดอกไม้สกัด #สารสกัดจากธรรมชาติ #อนาคตแห่งความสุขที่ยั่งยืน

เผยเคล็ดลับ ห่างไกล “โรคโลหิตจาง” ก่อนสายเกินแก้💡 ธาตุเหล็ก (Iron) แร่ธาตุสำคัญในเม็ดเลือดแดง เวลาเราหกล้ม เลือดออก สีแด...
23/06/2021

เผยเคล็ดลับ ห่างไกล “โรคโลหิตจาง” ก่อนสายเกินแก้
💡 ธาตุเหล็ก (Iron) แร่ธาตุสำคัญในเม็ดเลือดแดง เวลาเราหกล้ม เลือดออก สีแดงที่เห็นบนแผลคือ ธาตุเหล็กจับตัวกับโปรตีน หรือที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)
💡 ธาตุเหล็ก ที่ได้จากการทานอาหาร จะทำการขนส่งไปยังไขกระดูกและไหลเวียนไปตามร่างกาย เพื่อเอาออกซิเจนจากปอดกระจายไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ
💡 ธาตุเหล็ก
✅ ลดอาการอ่อนเพลีย
✅ เพิ่มภูมิต้านทาน
✅ ส่งเสริมการเจริญเติบโต
✅ ผิวพรรณดี กระจ่างใส
✅ ฟื้นฟูดูแลโรคโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
💡 รู้ยัง? Pollinal ผลิตภัณฑ์ชั้นนำภายใต้แบรนด์ Pollitin มีส่วนผสมสำคัญของธาตุเหล็กสูงสุดถึงดังนั้น มาทานผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ธาตุ สารอาหาร ที่หลากหลาย เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ไร้โรคกันเถอะ
--------------------------------------สอบถามเพิ่มเติม/สั่งซื้อสินค้า คลิก!!
https://bit.ly/3zFVyMU
📞087-048-6415

#ลดอาการอ่อนเพลีย #โลหิตจาง #สารสกัดจากธรรมชาติ

NK Cells คือเซลล์ในระบบภูมิกันที่มีมาแต่กำเนิด และมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แ...
20/06/2021

NK Cells คือเซลล์ในระบบภูมิกันที่มีมาแต่กำเนิด และมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่หาก NK Cells ในร่างกายมีจำนวนน้อย และคุณภาพไม่ดีจะทำอย่างไร

1.การเพิ่มปริมาณ NK Cells ด้วยตนเอง คือ
– รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ครบ 5 หมู่ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะผักใบเขียว เนื้อสัตว์ และนมถั่วเหลือง
– งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
– นอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 7 ชม./วัน อีกทั้งพยายามให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่เครียด
– รับประทานอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มการทำงานของ NK Cells แต่ต้องเลือกที่มีการรับรองจากหน่วยงานที่ได้มาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ และมี ผลการวิจัย หรือผลการทดลองแล้วว่าใช้ได้จริง
2.ใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ
วิธีการนี้จะแยก NK Cells ออกมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ทำการเพิ่มทั้งจำนวนและประสิทธิภาพการทำงาน โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อเซลล์พร้อมจึงใส่คืนกลับเข้าร่างกาย วิธีนี้มีความปลอดภัยสูงเพราะใช้เซลล์ของตัวเองและสามารถทำซ้ำได้จนกว่าระดับ NK Cells เป็นที่น่าพอใจ
กระบวนการเพิ่ม NK cells ในห้องปฏิบัติการ แล้วฉีดกลับสู่ร่างกาย
– Pre-Screening : เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อตรวจสอบระดับและประสิทธิภาพของ NK Cells ก่อนการรักษา
– Blood Drawing : การเจาะเลือดสำหรับใช้กระบวนการเพาะเลี้ยง NK cells
– NK Culture : แยก และเพาะเลี้ยง NK Cells เพื่อเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพการทำงาน
– NK Treatment : ให้ NK Cells กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อใช้งานตามปกติ

ผู้ที่ควรตรวจสอบปริมาณ NK Cells ในร่างกาย
– มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็ง
– มีปัญหาสุขภาพ ติดเชื้อบ่อย ร่างกายอ่อนแอ
– ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคตับ โรคไต เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง และตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส
– ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการรักษา หรือเป็นผู้ที่เฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง
– ผู้มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำลายสุขภาพ ได้แก่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่จัด และดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
– ผู้มีภาวะโภชนาการบกพร่องหรือขาดสารอาหารเนื่องจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น ขาดการบริโภคผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ทำให้ร่างกายขาดวิตามิน เกลือแร่ และโปรตีน เป็นต้น

โรคที่ใช้ NK Cells ร่วมกับวิธีการรักษาในปัจจุบัน
1. กลุ่มโรคมะเร็ง ทุกชนิด เช่น
– มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
– มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)
– มะเร็งเนื้อเต้านม (Breast Cancer (HER-2 +ve))
– มะเร็งเนื้อเยื่อระบบประสาท (Neuroblastoma)

2.กลุ่มที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง
– ติดเชื้อไวรัส (Viral Infection)
– โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease)
– เบาหวานชนิดที่ 1 (Type I Diabetes)

ที่อยู่

35/30 อาคาร Noble House Phayathai
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66870486415

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สารอาหารบำบัดมะเร็ง NCDs สารสกัดจากธรรมชาติ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สารอาหารบำบัดมะเร็ง NCDs สารสกัดจากธรรมชาติ:

ทางลัด

แชร์