BeautiBox สินค้าเครื่องสำอางค์ น้ำหอม อาหารเ? ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและความงามSoulSkin

4 โรคติดเชื้อในเด็กหน้าฝน พ่อแม่ต้องระวังไข้หวัด (Common cold)น้ำมูก ไอ จาม คัดจมูก อาจมีไข้ต่ำ ๆอาการไม่รุนแรง แต่พบบ่อ...
28/05/2026

4 โรคติดเชื้อในเด็กหน้าฝน พ่อแม่ต้องระวัง

ไข้หวัด (Common cold)

น้ำมูก ไอ จาม คัดจมูก อาจมีไข้ต่ำ ๆ
อาการไม่รุนแรง แต่พบบ่อยและติดต่อง่ายในเด็กเล็กผ่านการสัมผัสหรือละอองฝอยจากการไอจาม
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้
ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอจาม หรือใช้สิ่งของปนเปื้อนเชื้อโรคร่วมกัน
โรคติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV)

อาการคล้ายไข้หวัดในระยะแรก
เด็กเล็กมีอาการรุนแรงได้ เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเสียงวี๊ด
ติดต่อง่ายเช่นเดียวกับไข้หวัด
โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Diseases)

ไข้ เจ็บคอ แผลที่เพดานปาก มีตุ่มใสหรือผื่น ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น
ติดต่อผ่านการสัมผัส หรือใช้สิ่งของปนเปื้อนเชื้อ
ป้องกันลูกน้อย บอกลาโรคหน้าฝน

ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว
รับวัคซีนป้องกันโรคตามช่วงวัย เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไอพีดี
สวมหน้ากากอนามัย ทั้งพ่อแม่และลูกน้อย (อายุ > 2 ปี) เมื่ออยู่ในที่แออัด
หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นที่ที่เด็กสัมผัสบ่อย ๆ
ข้อมูลโดย : อ.พญ.นภาพร จันทศรีสวัสดิ์
ศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก
ข้อมูล ณ วันที่ : 27 พฤษภาคม 2569

29/04/2026

เรื่อง “งดน้ำ งดอาหารก่อนเจาะเลือด” นี่น่าจะเป็นหนึ่งในความสับสนระดับชาติของวงการตรวจสุขภาพเลยก็ว่าได้
หลายคนเวลาพี่ ๆ พยาบาลแจ้งว่า “งดอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด” หรือบางโรงพยาบาลเขียนมาเลยว่า “งดอาหารและน้ำ” ก็เข้าใจว่า งั้นต้องงดน้ำด้วยสิ เดี๋ยวผลเลือดเพี้ยน
ผลคือบางคนอดทั้งข้าว อดทั้งน้ำ เดินเข้าห้องเจาะเลือดด้วยสภาพปากแห้ง คอแห้ง เลือดข้น เส้นเลือดหายเหมือนมันลาออกจากร่างกายไปแล้ว คนเจาะเลือดก็คลำจนเริ่มสงสัยว่านี่แขนคนหรือแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทำไมมันเจาะยากเหลือเกินแม่จ๋า

หมอเวรเลยไปซุยกับพญ.คิ ฤกษ์ชูชิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านมะเร็งวิทยา ว.34703 ตอนแกมาออกตรวจที่รพ.รามคำแหงพอดี หลัก ๆ ก็คือการงดอาหาร ไม่ได้แปลว่าต้องงดน้ำเปล่าเสมอไป โดยเฉพาะการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป ถึงจะให้ “งดอาหารและเครื่องดื่มอื่น 8-12 ชั่วโมง” แต่น้ำเปล่าสามารถดื่มได้ตามปกติ เพราะน้ำเปล่าไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน ไม่มีโปรตีน ไม่มีครีมเทียม ไม่มีไข่มุก และไม่ได้แอบเป็นมื้อเช้าในร่างโปร่งใส
การดื่มน้ำเปล่าให้พอดี ยังช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ เลือดไม่ข้นเกินไป เจาะเลือดง่ายขึ้น และลดโอกาสที่ค่าบางอย่างจะดูเพี้ยนจากการขาดน้ำได้ด้วย
ปัญหาคือหลายที่ยังใช้คำว่า “งดน้ำงดอาหาร” แบบแพ็กคู่เหมือนโปรบุฟเฟต์ หรือแจ้งต่อกันแบบสั้น ๆ จนคนไข้เข้าใจว่าแม้แต่น้ำเปล่าก็ห้าม ทั้งที่ถ้าเป็นการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป น้ำเปล่ามักดื่มได้ตามปกติ
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อคำว่า “งดน้ำ” แบบไม่แยกประเภท และอย่าเพิ่งอดน้ำแบบอัตโนมัติจนตัวเองแห้งเป็นปลาเค็ม วิธีที่ถูกคือถามให้ชัดว่า “น้ำเปล่าดื่มได้ไหม?” ไม่ใช่ถามกว้าง ๆ ว่า “น้ำดื่มได้ไหม?” เพราะคำว่า “น้ำ” ในชีวิตจริงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนหมายถึงน้ำเปล่า บางคนหมายถึงกาแฟ บางคนหมายถึงชาเย็นหวานน้อย แล็บได้ยินแล้วอยากลาออกเหมือนเส้นเลือดในแขน

แต่ขอเบรกตรงนี้ก่อน เพราะนี่คือจุดที่คนชอบตีความพินาศ

“น้ำเปล่า = น้ำเปล่า”

และ "น้ำเปล่า ≠ เครื่องดื่ม"

ไม่ใช่กาแฟดำ
ไม่ใช่ชา
ไม่ใช่นม
ไม่ใช่น้ำเต้าหู้
ไม่ใช่น้ำผลไม้
ไม่ใช่น้ำหวาน
ไม่ใช่เครื่องดื่ม 0 แคลที่รสชาติซับซ้อนเหมือนมีทีม R&D อยู่ข้างหลัง

พอบอกว่า “กินน้ำได้” ไม่ได้แปลว่า “งั้นลาเต้หวานน้อยน่าจะพอไหว”
อันนี้ไม่ใช่

ซึ่งเครื่องดื่มพวกนี้มีโอกาสไปรบกวนผลเลือด โดยเฉพาะค่าน้ำตาล ไขมัน หรือค่าที่ต้องอาศัยการอดอาหารก่อนตรวจ สุดท้ายผลออกมาเพี้ยน แล้วหมอกับห้องแล็บต้องมานั่งเดาว่าตกลง “ร่างกายมีปัญหา” หรือ “เจ้าของร่างแอบซัดชาไทยมาก่อนเจาะเลือด” กันแน่ฟระ

หมอเวรเลยอยากอัปเดตเอาให้ชัดว่าแบบไหนกินน้ำได้ แบบไหนแค่จิบ และแบบไหนห้ามจริง

➡️ ถ้าเป็นเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป
หรือแม้แต่ตรวจเลือดบางชุดที่ต้องงดอาหาร เช่น น้ำตาล ไขมัน หลักใหญ่คือยังต้องงดอาหาร งดชา กาแฟ นม น้ำหวาน น้ำผลไม้ ลูกอม หมากฝรั่ง หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่น้ำเปล่า แต่น้ำเปล่าดื่มได้ตามปกติ ไม่ต้องอดน้ำจนตัวเองแห้งเป็นปลาเค็ม

➡️ ถ้าเป็นอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน
อันนี้จะเริ่มต่างออกไป เพราะไม่ได้ดูแค่เลือด แต่ต้องดูภาพในช่องท้องด้วย โดยทั่วไปจะให้งดอาหาร 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อไม่ให้อาหารหรือแก๊สในทางเดินอาหารมาบังภาพ แต่ยังดื่มน้ำเปล่าได้น้อย ๆ ประมาณ 1-2 แก้ว หรือ 200-400 มล. ไม่ใช่ซัดน้ำเป็นลิตร แล้วก็ยังต้องเลี่ยงเครื่องดื่มอื่นเหมือนเดิม

➡️ ถ้าเป็นอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง หรือช่องท้องทั้งหมด
สองอันนี้มีจุดร่วมคือหลายครั้งต้องดื่มน้ำให้กระเพาะปัสสาวะมีน้ำ เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยมักให้ดื่มประมาณ 500-1,000 มล. ก่อนตรวจ 30-60 นาที และไม่ควรฉี่ก่อนตรวจ
แต่รายละเอียดต่างกันนิดหน่อย คือถ้าตรวจช่องท้องส่วนล่างอย่างเดียว มักกินอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นช่องท้องทั้งหมด มักต้องงดอาหาร 6-8 ชั่วโมงร่วมด้วย

พูดง่าย ๆ คือบางตรวจต้องการให้ท้องว่าง แต่บางตรวจต้องการให้กระเพาะปัสสาวะเต็มนิด ๆ อย่าเพิ่งงง ร่างกายมนุษย์มันก็จุกจิกแบบนี้แหละ

➡️ แต่ถ้าเป็นผ่าตัด ดมยา ให้ยานอนหลับ ส่องกล้อง หรือหัตถการบางอย่าง

อันนี้อย่าเอากฎเจาะเลือดไปใช้มั่ว ๆ เพราะเหตุผลไม่เหมือนกันแล้ว บางเคสต้องงดน้ำงดอาหารจริง เพื่อป้องกันการสำลักหรือเพื่อความปลอดภัยระหว่างทำหัตถการ และบางการตรวจเฉพาะทาง เช่น water deprivation test ก็เป็นการงดน้ำภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาล ไม่ใช่อยู่ ๆ คิดเองว่าอยากทดสอบร่างกายแล้วงดน้ำเล่นที่บ้าน
จำง่าย ๆ คือ

- เจาะเลือดทั่วไป กินน้ำเปล่าได้
- งดอาหารก่อนเจาะเลือด น้ำเปล่าก็ยังมักกินได้
- อัลตราซาวด์บางแบบ กินน้ำได้แค่จิบ บางแบบต้องดื่มน้ำก่อนตรวจ
- แต่ถ้ามีดมยา ผ่าตัด ส่องกล้อง หรือหมอสั่งเฉพาะ ให้ทำตามคำสั่งแพทย์เป๊ะ ๆ

และคำว่า “ทำตามคำสั่ง” ก็ต้องถามให้ชัดด้วยนะ

ถ้าใบเตรียมตัวเขียนว่า “งดน้ำงดอาหาร” แล้วเราจะตรวจแค่เลือดธรรมดา อาจถามย้ำได้เลยว่า

“น้ำเปล่าดื่มได้ไหม?”
“ดื่มได้ถึงกี่โมง?”
“ตรวจนี้มีแค่เจาะเลือด หรือมีหัตถการอื่นด้วย?”

ถามให้เคลียร์ ดีกว่าอดน้ำจนค่าบางอย่างเพี้ยน หรืออีกฝั่งคือคิดเองจนเผลอดื่มอะไรที่ไม่ควรดื่มก่อนตรวจ

--------------------------------------------------
สรุปสุดท้ายแบบสั้นที่สุด:
--------------------------------------------------

น้ำเปล่าดื่มได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะการเจาะเลือดทั่วไป
แต่คำว่าน้ำเปล่า แปลว่าน้ำเปล่าเท่านั้น
ไม่ใช่เครื่องดื่มทุกชนิดที่เป็นของเหลว
อย่าอดน้ำจนร่างพัง

แต่อย่าเนียนเอาชานมไข่มุกเข้าระบบแล้วหลอกหมอบอกว่า “ก็มันเป็นน้ำเหมือนกัน”

อันนี้หมอขำแห้ง ส่วนแล็บขำไม่ออก บอกเลยว่าอาจต้องมาเจาะใหม่อีกรอบนะจ๊ะ

18/04/2026

มีคนแถว่า ตัวเองเรียนมา มีความรู้ด้านอาหารเสริม แต่ไม่ชอบถูกจำกัดอยู่ในกรอบวิชาชีพเภสัชที่โฆษณาอาหารเสริมไม่ได้ ก็เลยไม่เป็นเภสัช (แต่ใส่ชื่ออ้างตัวเป็นเภสัช) แล้วก็มาโฆษณาขายแมกนีเซียมรัวๆ

อย่าไปเชื่อคนแถแบบนี้

การที่เภสัชไม่ขายอาหารเสริม โดยเฉพาะ แมกนีเซียม
เพราะเภสัชเขาเรียนมา เขารู้ว่า การไปกินแมกนีเซียมแบบมั่วๆ แม่งอันตราย

ไอ้พวกหลอกขายอาหารเสริม มันมักจะให้ข้อมูลมั่วๆกับ ปชช
เช่น บอกว่า แมกนีเซียมกินแล้วดีน้าาาา กินแล้วความดันลดนะ เบาหวานลดนะ บลาๆ

แต่สิ่งที่คนพวกนี้ไม่บอกผู้บริโภคคือ ถ้ามีโรคประจำตัวบางอย่าง ไม่ควรกินแมกนีเซียม เพราะมันถึงตายได้

แมกนีเซียมเป็นอาหารเสริมที่ต้องใช้ด้วยความระวัง
แมกนีเซียม มีข้อห้ามในการใช้ในคนเป็นโรคไต

และคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะโรคไตนี่สำคัญสุด เพราะคนที่มีปัญหาไตเสื่อม

หากกินอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมเข้าไป
การขับแมกนีเซียมจะลดลง ทำให้เกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษได้
เพราะมันจะสะสมในร่างกาย คนที่กินแมกนีเซียมเข้าไปแล้วมีปัญหาไตเสื่อม
จนเกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษ ก็จะเกิดอาการที่เป็นอันตรายได้
ได้แก่ ความดันต่ำ ซึมลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงหัวใจหยุดเต้น
ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

เคยมีเคสตัวอย่างที่เกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษจนเกือบตุยมาแล้วด้วย ดังนั้นโดยปรกติแล้ว ต้องตรวจก่อนให้แมกนีเซียมเสมอว่าการทำงานของไตดีหรือไม่

ส่วนโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง myasthenia gravis หากกินแมกนีเซียมเข้าไปจะทำให้อาการแย่ลง

ดังนั้นต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการโฆษณาหรือบอกให้คนไข้
ให้ไปกินอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียม ปรกติ หมอและเภสัชที่มีจริยธรรมวิชาชีพ จะไม่ได้บอกคนไข้แบบมั่วๆว่า เนี่ย ตัวนี้ดีนะ ไปซื้อมากินสิ หรือหน้าด้านกว่านั้นหน่อย ก็ขายยี่ห้อที่ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือปักตะกร้าเลย (หน้าด้านสั้สๆ)

แต่หมอและเภสัช จะดูตามข้อบ่งชี้ ว่าคนนี้จำเป็นต้องกินอาหารเสริมตัวนั้นตัวนี้มั้ย เช่น ผลเลือดชัดเจนว่าขาดแมกนีเซียม ก็แนะนำไปกินแมกนีเซียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งส่วนมากก่อนที่จะแนะนำอาหารเสริมหมอและเภสัชก็จะให้ความรู้เรื่องโภชนาการก่อนว่าอาหารแบบไหนที่แมกนีเซียมเยอะแล้วกินอันนั้นก่อนก็ได้

อาหารแมกนีเซียมสูงที่แนะนำ (หาทานง่าย)
เมล็ดฟักทอง: แหล่งแมกนีเซียมที่ดีเยี่ยม (เมล็ดฟักทอง 1 ออนซ์มีแมกนีเซียมประมาณ 150-260 มก.)
ดาร์กช็อกโกแลต (70-85% โกโก้): อร่อยและได้ประโยชน์สูง
ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ผักโขม (Spinach) ปรุงสุก
ถั่วเปลือกแข็ง: อัลมอนด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์
ผลไม้: อะโวคาโด, กล้วย
พืชตระกูลถั่ว: ถั่วเหลือง, ถั่วดำ, ถั่วเลนทิล
ธัญพืชไม่ขัดสี: ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต
ปลาไขมันสูง: ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล

กินพวกนี้อร่อยกว่ากินอาหารเสริมเยอะ

แต่จะไม่มีหมอและเภสัช ที่มีจริยธรรมวิชาชีพคนใด มานั่งไลฟ์แนะนำผู้บริโภคแบบมั่วๆ ว่าให้ไปซื้อแมกนีเซียมมากิน โดยไม่บอกข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะนั่นเท่ากับ การ DO HARM ต่อคนไข้ เป็นการทำอันตรายต่อผู้บริโภคที่มีข้อห้ามในการใช้อาหารเสริมบางตัวโดยตรง และอาจทำให้ผู้บริโภคถึงตายได้

กรณีเภสัชปลอมหนนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การที่จริยธรรมวิชาชีพ ห้ามไม่ให้หมอเภสัช และบุคลากรการแพทย์มาขายอาหารเสริมนั้น ไม่ใช่เรื่องล้าหลัง ล้าสมัย แต่ทั้งหมดเพื่อการปกป้องผู้บริโภคนั่นเอง

อากาศร้อนทำอย่างไร ? ให้ห่างไกล “ฮีทสโตรกฮีทสโตรก เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ทำให้ส่ง...
28/03/2026

อากาศร้อนทำอย่างไร ? ให้ห่างไกล “ฮีทสโตรก

ฮีทสโตรก เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ทำให้ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท

อาการของฮีทสโตรก

รู้สึกร้อนมาก เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้
เหงื่อออกมากหรือไม่มีเหงื่อ
ชักเกร็ง หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้
วิธีดูแลตัวเองช่วงที่อากาศร้อนจัด

เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ
สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำบ่อย ๆ
ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ แอคต้า เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปกับเหงื่อ
ขณะออกกำลังกาย หากรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ ควรหยุดพัก
เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง
วิธีปฐมพยาบาลเมื่อพบเจอผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัว

ให้พาผู้ป่วยเข้าที่ร่ม
ถอดเสื้อระบายความร้อนให้ผู้ป่วย
ใช้ผ้าเย็นหรือผ้าชุบน้ำ เช็ดตามตัวและข้อพับต่าง ๆ
โทรสายด่วน 1669 ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนัก เพื่อให้รถพยาบาลมาช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ข้อมูลโดย : ผศ.(พิเศษ) นพ.อรรถสิทธิ์ โคมินทร์
ฝ่ายเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ข้อมูล ณ วันที่ : 28 มีนาคม 2569

รู้ทัน “ไข้กาฬหลังแอ่น” อันตรายถึงชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมงไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ทำให้...
21/03/2026

รู้ทัน “ไข้กาฬหลังแอ่น” อันตรายถึงชีวิตได้ใน 24 ชั่วโมง

ไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ทำให้เกิดโรครุนแรงที่อาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง หากเข้ารับการรักษาไม่ทัน โรคที่รุนแรง ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด

เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ มักระบาดในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นและแออัด เช่น โรงเรียน หอพัก
การดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว!

อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ทรุดลงอย่างรวดเร็วใน 24 ชั่วโมง
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ซึม หมดสติ
ติดเชื้อในกระแสเลือด ผื่นจ้ำเลือด ช็อก หมดสติ
ไข้กาฬหลังแอ่น ป้องกันได้

ลดการอยู่ในสถานที่แออัด
หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรค วัคซีนมี 2 ชนิด คือ
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B (MenB) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ A, C, W, Y ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีน เช่น ผู้ที่มีการทำงานของม้ามบกพร่อง ภาวะพร่องคอมพลีเมนต์ ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณที่มีการระบาด โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ไปศึกษาต่อและอยู่หอพัก และอาจพิจารณาฉีดในเด็กเล็ก < 2 ปี

ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและพิจารณาชนิดของวัคซีนก่อนรับวัคซีน

*ขอบคุณข้อมูลรูปภาพจาก กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

ข้อมูลโดย : อ.พญ.นภาพร จันทศรีสวัสดิ์
ศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก
ข้อมูล ณ วันที่ : 20 มีนาคม 2569

18/03/2026

🥭 กินวาร์ฟาริน ระวังมะม่วง! — งานวิจัยจากประเทศไทยเองค่ะ !!
ช่วงนี้เข้าหน้ามะม่วงสุกแล้ว ใครที่กินยาวาร์ฟาริน (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) อยู่ ต้องอ่านโพสต์นี้ค่ะ

มีงานวิจัยใหม่จากทีมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงพยาบาลหัวหิน ตีพิมพ์ในวารสาร ADMET & DMPK ปี 2025 ศึกษาว่าทำไมมะม่วงสุกถึงทำให้ยาวาร์ฟารินมากขึ้น โดยใช้เทคนิค metabolomics วิเคราะห์ลึกถึงระดับโมเลกุลเลยค่ะ

งานวิจัยนี้ทำอะไรบ้าง ? ทำอย่างไร ?

🔬 รูปแบบการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบ Pre-Post Study Design และทำที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทย

👥 กลุ่มตัวอย่าง: ผู้ป่วย 15 ราย (ชาย 5 / หญิง 10)
โดยมีเงื่อนไขคือ
→ ใช้ยาวาร์ฟารินต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน
→ มีค่า INR สูงเกินช่วงรักษาหลังกินมะม่วงสุก
→ กินมะม่วง 1-3 ลูก/วัน ติดต่อกัน 5 วัน ถึง 1 เดือน
→ ไม่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ INR สูง เช่น ไม่กินยาตามสั่ง การติดเชื้อ หรือยาอื่นที่มีปฏิกิริยา
→ คัดออกหากใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวอื่นร่วมด้วย

🩸 การเก็บตัวอย่าง: เก็บพลาสมา 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 — ช่วงที่กินมะม่วงอยู่ ค่า INR สูงเกินช่วงรักษา (พบค่าเฉลี่ย INR = 4.57)
ครั้งที่ 2 — หลังหยุดกินมะม่วงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ค่า INR กลับสู่ช่วงปกติ (INR เฉลี่ย 2.45)
แล้วนำพลาสมาทั้ง 2 ครั้ง มาเปรียบเทียบกัน

🧪 การวิเคราะห์:
→ เตรียมพลาสมาแล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง ¹H-NMR ความถี่ 500 MHz ตรวจพบสารเมตาบอไลต์ทั้งหมด 208 ชนิด โดยเทียบกับฐานข้อมูล Human Metabolome Database (HMDB)

📊 การวิเคราะห์ทางสถิติ:
→ ใช้ sPLS-DA แยกกลุ่มตัวอย่าง, ROC curve หา biomarker (AUC = 0.904), pathway enrichment ด้วย MetaboAnalyst 6.0 และสร้าง metabolite network ด้วย Metascape
...........................................................................

ผลการทดลอง
🔴 ค่า INR เฉลี่ยลดลงจาก 4.57 → 2.45 หลังหยุดมะม่วง (p < 0.0001)
🔴 ผู้ป่วยทุกราย (15/15) มีค่า INR สูงขึ้นหลังกินมะม่วง
🔴 พบ 8 สารเมตาบอไลต์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
🔴 สารสำคัญที่สุดคือ Glycerol 3-phosphate ซึ่งลดลงอย่างชัดเจนในช่วงกินมะม่วง (AUC = 0.729, p = 0.041)
.............................................................................

กลไกที่เป็นไปได้ : มะม่วงรบกวนยาวาร์ฟารินผ่าน 2 pathway พร้อมกัน ได้แก่

pathway ที่ 1 — ยับยั้งการขจัดยา
สาร retinol และ polyphenols ในมะม่วง ไปยับยั้งเอนไซม์ CYP2C9 และ CYP3A4 ในตับ ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ร่างกายใช้เปลี่ยนแปลงยาวาร์ฟาริน ทำให้ยาถูกกำจัดช้าลง ระดับยาในเลือดจึงสูงขึ้น

pathway ที่ 2 — รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด
Glycerol 3-phosphate ที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อ 3 วิถีเมตาบอลิซึมสำคัญ ได้แก่
→ Glycerol phosphate shuttle (ระบบขนส่งอิเล็กตรอนเข้าไมโตคอนเดรีย)
→ Cardiolipin biosynthesis (สร้างฟอสโฟลิพิดในเยื่อไมโตคอนเดรีย)
→ De novo triglyceride biosynthesis (สร้างไขมันสะสมพลังงาน)
ดังนั้น
เมื่อ glycerol 3-phosphate ลด → การผลิตพลังงานผ่าน glycolysis ในเกล็ดเลือดบกพร่อง → เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ → ยิ่งซ้ำเติมฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดจากวาร์ฟาริน → ค่า INR พุ่งสูง → เสี่ยงเลือดออก
................................................................................................

⚠️ สรุปง่ายๆ: มะม่วงสุก + วาร์ฟาริน = เสี่ยงเลือดออกผิดปกติ

💡 คำแนะนำสำหรับคนกินยาวาร์ฟาริน
→ ไม่จำเป็นต้องงดมะม่วงสุก 100% แต่ไม่ควรกินปริมาณมากหรือกินทุกวัน
→ ถ้ากินมะม่วงสุกไปแล้ว ควรแจ้งหมอหรือเภสัชกรเพื่อติดตามค่า INR
→ สังเกตอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล ฟกช้ำง่าย เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน
→ อย่าปรับขนาดยาเอง ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เสมอค่ะ

ฝากแชร์ให้คนที่กินยาวาร์ฟารินด้วยนะคะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในบ้านค่ะ 💛

ด้วยรัก
#เพจเภสัชแม่ลูกอ่อน
Ref: Rattanasuwan P, et al. ADMET DMPK. 2025;13(3):2740.

Clotri-B Cream (โครไตร-บี ครีม) คือยาอะไรClotri-B Cream เป็นครีมทาภายนอกที่ผสมตัวยาหลัก 2 ชนิด คือ Clotrimazole (ยาต้านเ...
07/03/2026

Clotri-B Cream (โครไตร-บี ครีม) คือยาอะไร

Clotri-B Cream เป็นครีมทาภายนอกที่ผสมตัวยาหลัก 2 ชนิด คือ Clotrimazole (ยาต้านเชื้อรา) และ Beclomethasone (ยาสเตียรอยด์) ใช้รักษาโรคผิวหนังติดเชื้อราที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย เช่น เชื้อราที่ขาหนีบ (สังคัง), เชื้อราที่เท้า (น้ำกัดเท้า), กลาก, เกลื้อน, และโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา โดยจะช่วยฆ่าเชื้อรา ลดอาการคัน แดง บวม และผื่นคันได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลสำคัญของ Clotri-B Cream:
โครไตร-บี ครีม
สรรพคุณ: รักษาการติดเชื้อราที่ผิวหนังและบรรเทาอาการอักเสบ บรรเทาอาการคัน
วิธีการใช้ยา : ทาบางๆ บริเวณที่เป็นโรค 2-3 ครั้งต่อวัน หรือตามแพทย์สั่ง

ข้อควรระวัง:
ใช้ทาภายนอกเท่านั้น ห้ามทาใกล้ดวงตา จมูก ปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ
ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไปเพราะเป็นยาสเตียรอยด์
สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ผลข้างเคียงที่อาจพบ: ผิวแห้ง, มีอาการแสบร้อนหรือคันบริเวณที่ทา

ข้อควรปฏิบัติ: ควรทำความสะอาดและทำให้ผิวหนังแห้งสนิทก่อนทายา และควรทายาอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะหายดี ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว

#ยาฆ่าเชื้อรา #โรคผิวหนังจากเชื้อรา
#กลากเกลื้อน #เชื้อราที่ผิวหนัง

รู้จัก กลาก เกลื้อน ผด คันตามตัวช่วงหน้าร้อน!อากาศช่วงหน้าร้อน มักนำพาทั้งแสงแดด อุณหภูมิที่สูง และเชื้อราที่ทำร้ายผิวมา...
07/03/2026

รู้จัก กลาก เกลื้อน ผด คันตามตัวช่วงหน้าร้อน!

อากาศช่วงหน้าร้อน มักนำพาทั้งแสงแดด อุณหภูมิที่สูง และเชื้อราที่ทำร้ายผิวมาด้วย ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนัง “กลาก เกลื้อน ผด” มากขึ้น

กลาก
สาเหตุ
ผิวหนังเปียกชื้นจากเหงื่อออกเป็นเวลานาน
เกิดจากการติดเชื้อรา และมักมีอาการคัน
เชื้อติดได้จากสัตว์ คน รวมทั้งการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
ลักษณะ เป็นวง ขอบสีแดงนูนเล็กน้อย มักมีขุยลอก
พบบ่อยที่ ลำตัว เท้า ขาหนีบ

เกลื้อน
สาเหตุ
การสะสมของเชื้อรา
เกิดตามบริเวณที่มีผิวมันและมีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะหน้าอก และหลัง
ลักษณะ ผื่นแบนราบ เป็นดวง ๆ หลายจุด เป็นสีขาวหรืออาจเป็นสีอื่นๆ แต่ไม่คัน
พบบ่อยที่ หลัง หน้าอก

ผด
สาเหตุ
การอุดตันและอักเสบของท่อต่อมเหงื่อ
ลักษณะ ผดขนาดเล็ก อาจเป็นเม็ดสีแดงหรือใส
พบได้ทั่วทั้งร่างกาย

โรคผิวหนังช่วงหน้าร้อน ป้องกันได้!

เลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานาน ๆ
สวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดแน่นเกินไป
อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำ

ข้อมูลโดย : ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์
ฝ่ายอายุรศาสตร์
ข้อมูล ณ วันที่ : 7 มีนาคม 2569
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

สายหวานต้องรู้! กินหวานอย่างไรให้ “น้ำตาล” ไม่เกินน้ำตาล เป็นสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่า...
04/02/2026

สายหวานต้องรู้! กินหวานอย่างไรให้ “น้ำตาล” ไม่เกิน

น้ำตาล เป็นสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย แต่หากบริโภคเกินความต้องการ จะทำให้เกิดภาวะพลังงานเกิน เสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ

ปริมาณบริโภคที่แนะนำ

ผู้ใหญ่ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม
เด็กและผู้สูงอายุ ไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัม
ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มยอดนิยม

น้ำอัดลม 32 – 36 กรัม
ชาเขียวสูตรเติมน้ำตาล 20 – 72 กรัม
นมช็อกโกแลตปรุงแต่ง 8 – 28 กรัม
น้ำผลไม้กล่อง 24 กรัม
กาแฟกระป๋อง 16 กรัม
นมสด UHT 8 – 16 กรัม
ชานมไข่มุก 16 – 76 กรัม
สุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำกัด “น้ำตาล” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพจิตให้แจ่มใส

ข้อมูลโดย : ผศ.(พิเศษ) นพ.พรชัย อนิวรรตธีระ
ฝ่ายเวชศาสตร์ครอบครัว
ข้อมูล ณ วันที่ : 4 กุมภาพันธ์ 2569
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

31/12/2025

ทุกอย่างเกี่ยวกับ “ยาแก้แพ้ในเด็ก” ที่ควรรู้ 🤧💊

ถ้าเปิดตู้ยาในบ้าน
ผมเชื่อว่าเกือบทุกบ้าน
ต้องมียาแก้แพ้ติดไว้แน่นอนครับ

และหัวข้อนี้เอง
คือสิ่งที่ลูกเพจโหวตมาว่า
👉 “อยากรู้มากที่สุด” ✅

ผมเลยตั้งใจเขียนโพสต์นี้ขึ้นมา
เพื่อชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ
เรื่องยาแก้แพ้ในเด็กแบบครบๆ
ตั้งแต่พื้นฐาน
ไปจนถึงจุดที่มักเข้าใจผิดกันบ่อย

ถ้าใครมีคำถาม
สามารถถามไว้ในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ
ถ้ามีเวลา ผมจะมาไล่ตอบให้ครับ 😊

และถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นประโยชน์
อย่าลืมช่วยกันแชร์ออกไปนะครับ 🙏

โพสต์นี้จะค่อนข้างยาว
สามารถเลือกอ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจได้เลย

แต่ถ้าอยากเข้าใจ
เรื่องยาแก้แพ้ในเด็กแบบครบจริงๆ
ผมแนะนำให้อ่านตั้งแต่ต้นนะครับ 😊

==================
1️⃣ “ยาแก้แพ้” มันคือยาอะไร?
2️⃣ ยาแก้แพ้ แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก
3️⃣ การ “นำผลข้างเคียง” ของยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 มาใช้เป็นการรักษา
4️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด? ต่างกันยังไง?
5️⃣ ยาแก้แพ้ "ไม่ใช่" ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด
6️⃣ ถ้าน้ำมูกเกิดจาก “การเป็นหวัด” ควรใช้ยาอะไรดี?
7️⃣ ซิงกูแลร์ (Singulair) ใช่ยาแก้แพ้ไหม?
==================

1️⃣ “ยาแก้แพ้” มันคือยาอะไร?

คำว่า “ยาแก้แพ้” ที่คนพูดถึงกัน
หมายถึงยา ✅ Antihistamine (ยาต้านฮิสตามีน)

เวลาเราพูดถึง “ภูมิแพ้” ในเด็ก
หนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้เกิดอาการ
คือสารชื่อว่า 👉 Histamine (ฮิสตามีน)

ฮิสตามีนจะถูกปล่อยออกมาเมื่อร่างกายเจอสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น
• ฝุ่น / ไรฝุ่น
• ขนสัตว์
• เชื้อรา
• บางคนอาจเป็นจากอาหารหรือยา (แล้วแต่เคส)

แล้วฮิสตามีนจะไปเกาะกับตัวรับของมันในร่างกาย
ที่เรียกว่า "H1 receptor"
ซึ่งตัวรับนี้มีอยู่หลายอวัยวะ

✅ พูดง่ายๆ คือ
ฮิสตามีนไปเกาะตรงไหน → อาการก็ออกตรงนั้น

ตัวอย่างให้เห็นภาพ 👇

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะใน “จมูก”
จะเกิดอาการพวกนี้
• จาม
• น้ำมูกไหล (มักเป็นน้ำมูกใส)
• คันจมูก

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะที่ “ตา”
• คันตา
• ตาแดง
• น้ำตาไหล

ถ้าฮิสตามีนไปเกาะที่ “ผิวหนัง”
• ผื่นคัน
• ผื่นลมพิษ (เป็นปื้นๆนูนๆ คันมากๆ)



แล้ว “ยาแก้แพ้” ช่วยยังไง?

ยาแก้แพ้ (antihistamine) จะไปจับที่ตัวรับ H1 receptor เหมือนกัน
ทำให้สารฮิสตามีน “มาเกาะไม่ได้” หรือ “ทำงานได้ลดลงมาก”

ผลที่พ่อแม่เห็นคือ
✅ จามน้อยลง
✅ น้ำมูกลดลง (เฉพาะกรณีที่เป็นจากภูมิแพ้)
✅ คันจมูก/คันตาลดลง
✅ ผื่นคัน/ลมพิษยุบลง



ยาแก้แพ้ใช้กับโรคอะไรบ้าง?

หัวใจสำคัญคือ
👉 ยาแก้แพ้เหมาะกับโรคที่ “ฮิสตามีน” มีบทบาทหลัก
เช่น
✅ ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)
✅ ภูมิแพ้ตา (Allergic conjunctivitis)
✅ ลมพิษ (Urticaria)
✅ ผื่นแพ้/คันจากการแพ้

==================

2️⃣ ยาแก้แพ้ แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก

ในทางปฏิบัติ
ยาแก้แพ้ที่เราใช้กันอยู่ แบ่งใหญ่ๆ ได้เป็น 2 รุ่น
ซึ่งแตกต่างกันตั้งแต่ “โครงสร้างยา” ไปจนถึง “ผลข้างเคียง”

🔹 รุ่นที่ 1 First-generation

หลายคนเรียกว่า
ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
หรือ ยาแก้แพ้แบบง่วง

ยากลุ่มนี้มีใช้มาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1940

จุดเด่น (และจุดอ่อน) ของยารุ่นที่ 1
มี 2 เรื่องหลัก ได้แก่

1. โครงสร้างยา “ไม่จำเพาะเจาะจง” (Non-selective)

ยารุ่นนี้
ไม่ได้ไปจับเฉพาะตัวรับ H1 receptor อย่างเดียว

แม้จะออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนได้
แต่โครงสร้างยามันไม่จำเพาะ
ทำให้ไปจับตัวรับอื่นๆ ในร่างกายด้วย
โดยเฉพาะ
👉 muscarinic receptor

ผลที่ตามมาคือ
เกิดฤทธิ์ที่เรียกว่า anticholinergic
ซึ่งในทางการแพทย์
👉 ถือเป็น “ผลข้างเคียง” อย่างนึง

ฤทธิ์ anticholinergic จะทำให้
สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกายแห้งลง
• น้ำมูกแห้ง ✅
แต่…
• เสมหะก็เหนียวขึ้นด้วย ⚠️

พอเสมหะเหนียว
→ เด็กไอออกยาก
→ เสมหะค้าง
→ ไอหนักขึ้น
→ หายใจลำบากขึ้นได้ในบางราย

โดยเฉพาะ
👉 เด็กเล็ก ที่ไอเอาเสมหะออกไม่เก่งอยู่แล้ว

ดังนั้น ยารุ่นนี้
👉 ไม่แนะนำให้ใช้ใน
1. เด็กเล็ก
2. เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ
เพราะเด็กกลุ่มนี้มักมีเสมหะเยอะ
ยานี้อาจทำให้เสมหะเหนียวขึ้น และเกิดปัญหาตามมาได้

ผลข้างเคียงอื่นจากฤทธิ์ anticholinergic ที่อาจเจอ
• ปากแห้ง คอแห้ง
• ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก
• ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว (บางราย)



2. ยาผ่านเข้าสมองได้

ยารุ่นที่ 1
มีคุณสมบัติสำคัญคือ
👉 ชอบไขมัน (lipophilic)
และโมเลกุลมีขนาดเล็ก

ผลคือ
สามารถผ่านกำแพงสมอง (Blood–Brain Barrier)
เข้าไปออกฤทธิ์ในสมองได้ง่าย

เมื่อไปจับตัวรับในสมอง
จึงทำให้เกิดอาการ
• ง่วงนอน (ตั้งแต่เล็กน้อย → หลับลึก)
• เวียนศีรษะ
• สมาธิลดลง

ซึ่ง “ง่วง” ตรงนี้
👉 ไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพ

ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ที่พบบ่อย
• Chlorpheniramine (CPM)
• Brompheniramine
• Diphenhydramine
• Hydroxyzine (Atarax)

สรุปสั้นๆ รุ่นที่ 1
👉 แห้ง + ง่วง
ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ผลข้างเคียง” ของโครงสร้างยา

และนี่เองคือเหตุผลว่า
ทำไมจึงมีการพัฒนา
ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ขึ้นมา



🔹 รุ่นที่ 2 Second-generation

หรือที่หลายคนเรียกว่า
ยาแก้แพ้รุ่นใหม่
หรือ ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง

ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมา
เพื่อแก้ปัญหาหลักของยารุ่นเก่าโดยตรง

หัวใจของยารุ่นที่ 2 คือ

✅ จำเพาะเจาะจงต่อตัวรับ H1 receptor มากขึ้น
(ออกฤทธิ์เฉพาะต้านฮิสตามีน)
✅ ออกฤทธิ์นานกว่า (ส่วนใหญ่กินวันละครั้ง)

และที่สำคัญมากคือ
✅ ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก
→ จึงไม่ง่วง หรือ ง่วงน้อย
✅ ไม่มีฤทธิ์ anticholinergic

ผลข้างเคียงโดยรวม
จึงน้อยกว่าและปลอดภัยกว่าในเด็ก

ตัวอย่างยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ที่พบบ่อย
• Cetirizine / Levocetirizine
• Loratadine / Desloratadine
• Fexofenadine
• Bilastine

==================

3️⃣ การ “นำผลข้างเคียง” ของยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 มาใช้เป็นการรักษา

จากข้อที่ 2 เราจะเห็นว่า
ยาแก้แพ้ รุ่นที่ 1 มีคุณสมบัติเด่นอยู่ 2 อย่าง คือ
• ผ่านเข้าสมองได้ → ทำให้ง่วง
• มีฤทธิ์ anticholinergic → ทำให้น้ำมูกแห้ง

คุณสมบัติ 2 อย่างนี้
ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อ “รักษาหวัด” หรือ “ช่วยให้นอน” โดยตรง
แต่เป็นผลข้างเคียงจากโครงสร้างยา

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง
จึงมีการนำ “ผลข้างเคียง” ของยา
มาใช้เป็นเหมือนตัวช่วยรักษาโรคอื่นๆ แทน เช่น
• ใช้ลดน้ำมูกในเด็กที่มีน้ำมูกจากการติดเชื้อ (เป็นหวัด)
• ใช้เพื่อให้เด็กง่วงจะได้นอนหลับ

ในผู้ใหญ่หรือเด็กโต
การใช้ลักษณะนี้อาจจะโอเค
โดยไม่เกิดปัญหารุนแรงอะไร

แต่ในเด็กเล็ก
โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
เรื่องนี้ต้องระวังมากครับ



❗ คำแนะนำจาก US FDA และสมาคมกุมารแพทย์สหรัฐ (AAP)

ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

เนื่องจากมีรายงานผลข้างเคียง
ที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กได้



ประเด็นเรื่อง “การนอนหลับจากยา”

“หลับจากยา” ≠ “หลับที่มีคุณภาพ”

พ่อแม่หลายคนเห็นภาพแบบนี้
👉 ลูกกินยาแล้วหลับยาว ดูสบาย 😴

แต่สิ่งที่มองไม่เห็น คือ
👉 สมองอาจไม่ได้พักอย่างมีคุณภาพ

มีข้อมูลว่า
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
สามารถรบกวนช่วง REM sleep (หลับลึก)
ซึ่งเป็นช่วงการนอนหลับที่สำคัญ

ดังนั้น
ภาพที่พ่อแม่เห็น = ลูกหลับ
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริง = คุณภาพการนอนไม่ดี

ผลที่ตามมาในวันรุ่งขึ้น เช่น งอแงง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ

และในเด็กเล็กบางคน…
ยาแก้แพ้รุ่นที่1
อาจไม่ทำให้ง่วงเลยด้วยซ้ำ

แต่กลับเกิดสิ่งที่เรียกว่า
👉 Paradoxical excitation

คือ ตื่นเต้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ ร้องกวน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
👉 ไม่ควรใช้ยากลุ่มนี้เพื่อหวังผลเรื่องการนอนในเด็กเล็ก



แล้วฤทธิ์ anticholinergic ที่ทำให้น้ำมูกแห้งล่ะ?

ด้วยฤทธิ์ anticholinergic
คนจึงนำยาแก้แพ้รุ่นเก่า
มาใช้เพื่อลดน้ำมูกในเด็ก

ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า
👉 มันลดน้ำมูกได้จริง

แต่สิ่งที่มาพร้อมกันคือ
• น้ำมูกแห้ง
• แต่เสมหะเหนียวขึ้น

เมื่อเสมหะเหนียว
→ เด็กไอออกยาก
→ เสมหะค้าง อุดตัน
→ หายใจลำบากขึ้นได้ในบางราย

ยิ่งในช่วงที่เด็กป่วย
มักจะมีไข้ กินได้น้อย เสี่ยงต่อการขาดน้ำอยู่แล้ว

เสมหะจึงมักเหนียวอยู่ระดับหนึ่ง
ถ้ายิ่งได้ยากลุ่มนี้เข้าไป
👉 เสมหะจะยิ่งเหนียวมากขึ้นอีก



⚠️ ขอย้ำอีกครั้ง

ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าใน
1. เด็กเล็ก
2. เด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ

บ้านไหนที่
👉 ลูกกินยาแล้วเห็นน้ำมูกหรือเสมหะ
เหนียว ข้น เป็นก้อนๆ ชัดเจน
แนะนำให้หยุดยาตัวนี้ไปก่อน
และปรึกษาแพทย์ครับ



ความเสี่ยงอื่นที่ควรรู้

นอกจากเรื่องง่วงและเสมหะเหนียวแล้ว
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
ยังมีข้อมูลว่า เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก

เมื่อปีที่ผ่านมา (2024)
มีการตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร JAMA
ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่จากประเทศเกาหลี
พบความสัมพันธ์ระหว่าง

👉 การใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า
👉 กับความเสี่ยงการชักในเด็กเล็ก

โดยเฉพาะเด็กอายุ 6–24 เดือน
พบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 49%

แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับเด็กทุกคน
แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญว่า

👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมากในเด็ก

==================

4️⃣ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด? ต่างกันยังไง?

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
เป็นยาที่แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้
หลายคนคุ้นชื่อกันดี เช่น
Zyrtec, Aerius, Telfast, Xyzal, Bilaxten ฯลฯ

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยมากคือ

👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ตัวไหนดีที่สุด?

คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ
👉 ไม่มีตัวไหน “ดีที่สุด” สำหรับเด็กทุกคนครับ

ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
ถูกพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาหลักของยารุ่นเก่า
คือ ง่วง เสมหะเหนียว และผลข้างเคียงต่อสมอง

ยากลุ่มนี้จึงมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ
• ออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนจำเพาะที่ H1 receptor
• ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก
• ไม่มีฤทธิ์ anticholinergic
• ผลข้างเคียงโดยรวมต่ำกว่า และปลอดภัยกว่าในเด็ก

แม้จะเป็นยาแก้แพ้ “รุ่นเดียวกัน”
แต่ยาแต่ละตัวก็ยังมี ความต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ
ซึ่งในชีวิตจริง พ่อแม่มักสังเกตเจอจากเรื่องพวกนี้

• โอกาสง่วง
แม้จะเรียกว่ารุ่นไม่ง่วง
แต่บางตัว เช่น zyrtec (cetirizine)
เด็กบางคนก็ยังง่วงได้มากกว่าตัวอื่น

• รสชาติของยาและรูปแบบยา
บางบ้านลูกชอบรสชาติของยาน้ำตัวหนึ่ง
แต่ไม่ชอบตัวอื่น
บางคนอยากกินแบบเม็ดที่เคี้ยวได้



✅ ประเด็นที่อยากชวนสังเกต (สำหรับพ่อแม่)

ในชีวิตจริง “ลางเนื้อชอบลางยา” มีได้ครับ

เด็กบางคน
กินตัวหนึ่งแล้วเหมาะกว่าอีกตัว
เช่น
• บางคนง่วงกับ cetirizine มากกว่ายาตัวอื่นในรุ่นที่ 2
• บางคนรู้สึกว่ากินตัวนี้แล้วอาการดีมากกว่า

ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่เรื่องผิดครับ

ขอแค่
• ใช้ถูกโรค
• ใช้ถูกช่วงอายุและขนาดยา
• และกินแล้วเห็นประโยชน์จริง

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ต่อให้เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่
ปลอดภัยและดูดีแค่ไหน

👉 ถ้าอาการนั้นไม่ได้เกิดจาก “การแพ้”
ยาแก้แพ้ก็อาจไม่ช่วยอะไรเลย

==================

5️⃣ ยาแก้แพ้ "ไม่ใช่" ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด

ข้อนี้คือ หัวใจสำคัญ ที่ผมอยากให้พ่อแม่จำไว้เลยครับ 👇
👉 ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ไม่ได้รักษาน้ำมูกที่เกิดจากการเป็นหวัด

“หวัด” หรือ common cold
ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

อาการน้ำมูกไหล / คัดจมูกในหวัด
ไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนเป็นหลัก

แต่เกิดจาก
👉 สารอักเสบคนละชุด
เช่น kinins, interleukins ฯลฯ

ดังนั้น
การใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
ซึ่งออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีนโดยตรง
👉 จึงไม่สามารถช่วยลดน้ำมูก
ที่เกิดจากการเป็นหวัดได้โดยตรง



ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
จะช่วยลดน้ำมูกได้ดี
เฉพาะกรณีที่
👉 น้ำมูกนั้นเกิดจาก “การแพ้”

ตัวอย่างเช่น
• ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)

รวมถึงเด็กบางคน
ที่มีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้จมูกอยู่เดิม

เวลาเป็นหวัดหรือติดเชื้อ
จะไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้จมูกกำเริบขึ้นมา

ในกรณีแบบนี้
การใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2
👉 อาจช่วยให้อาการน้ำมูกดีขึ้นได้ “บางส่วน”
เพราะช่วยคุมส่วนของการแพ้ที่กำเริบขึ้นมานั่นเอง



ยาแก้แพ้ที่ช่วยลดน้ำมูกได้จริง
คือ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1

แต่เหตุผลที่น้ำมูกลด
เป็นเพราะฤทธิ์ anticholinergic
ซึ่งเป็น “ผลข้างเคียงจากโครงสร้างยาที่ไม่จำเพาะ”
ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการออกแบบยา

ฤทธิ์นี้ทำให้น้ำมูกแห้งลงได้จริง
แต่ก็มาพร้อมกับปัญหาอื่นๆ
โดยเฉพาะเรื่องเสมหะเหนียว
อย่างที่อธิบายไว้แล้วใน ข้อ 3

ใครจำไม่ได้
แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งนะครับ

==================

6️⃣ ถ้าน้ำมูกเกิดจาก “การเป็นหวัด” ควรใช้ยาอะไรดี?

จากข้อที่แล้ว
ทุกคนจะเห็นชัดแล้วว่า

👉 ยาแก้แพ้ไม่ใช่ยารักษาน้ำมูกทุกชนิด

คำถามที่พ่อแม่มักถามต่อทันทีคือ
“ถ้าลูกเป็นหวัดจริงๆ น้ำมูกไหล ควรใช้ยาอะไรดี?”

ก่อนจะไปถึงเรื่องยา
ผมอยากชวนตั้ง mindset เรื่องยา กันก่อนครับ



ก่อนให้ยาทุกครั้ง ให้พ่อแม่ถามก่อนเสมอว่า
อาการของลูก “เยอะถึงขั้นต้องใช้ยาไหม?”

ถ้าลูก
• คัดจมูกนิดหน่อย
• น้ำมูกไหลเล็กน้อย

แต่ยัง
✔️ กินได้
✔️ นอนได้
✔️ เล่นได้ตามปกติ

แบบนี้…ยังไม่จำเป็นต้องกินยาเลยครับ

เพราะอย่าลืมว่า
💊 ยาทุกตัวมีผลข้างเคียง
ไม่มาก…ก็น้อย

ถ้าไม่จำเป็น
ไม่ใช้ยา = ปลอดภัยที่สุดครับ



🤧 ความจริงเรื่อง “หวัด” ในเด็ก

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้คือ
👉 หวัดในเด็ก มากกว่า 90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

ซึ่งร่างกายเด็กสามารถจัดการเองได้
และอาการจะ ค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลา

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ

"ต่อให้ไม่กินยา
น้ำมูกสุดท้ายก็หายเองอยู่ดี"

ยาส่วนใหญ่
ทำหน้าที่แค่ “ช่วยบรรเทาอาการ”
ไม่ได้ทำให้หวัดหายเร็วขึ้น



สิ่งที่ช่วยน้ำมูกได้ดีมาก
(แต่คนมักมองข้าม)

ก่อนคิดถึงยา
สิ่งเหล่านี้ช่วยได้ดีที่สุดครับ 👇

🥤 ดื่มสารน้ำให้เพียงพอ
น้ำ นม น้ำผลไม้ (ตามวัย)
ช่วยให้น้ำมูกและเสมหะไม่เหนียว

👃 ล้างจมูก หรือ ดูดน้ำมูก
ช่วยให้หายใจโล่ง
นอนได้ดีขึ้น กินได้ดีขึ้น

😴 พักผ่อนให้เพียงพอ
ร่างกายจะฟื้นตัวเร็ว

หลายเคส
แค่นี้ก็เอาอยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้ยาเลยครับ



แล้วถ้า “จำเป็นต้องใช้ยา” ล่ะ?

ในกรณีที่
น้ำมูกเยอะมากๆ คัดจมูกมาก
จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
เช่น นอนไม่ได้ กินไม่ได้

ก็จำเป็นต้องใช้ยา
เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ซึ่งยาที่ใช้ จะเป็นคนละกลุ่มกับยาแก้แพ้รุ่นที่ 2

1. ยาพ่น/หยอดจมูกชนิดหดหลอดเลือด
(Topical decongestant)

ยากลุ่มนี้ช่วย
👉 ลดคัดจมูกโดยทำให้หลอดเลือดในจมูกหดตัว

ข้อควรรู้สำคัญคือ
❗ ไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันเกิน 5–7 วัน

และพ่อแม่ควรรู้ไว้ว่า
👉 ยาพ่นจมูกมีหลายชนิด
• บางอันเป็นน้ำเกลือ
• บางอันเป็นสเตียรอยด์
• บางอันเป็นยาลดคัดจมูกโดยตรง

อย่าเหมารวมว่า
“ยาพ่นจมูกเหมือนกันหมด”
ควรเลือกใช้ให้ถูกชนิดครับ



2. ยากินลดคัดจมูก ลดน้ำมูก
(Oral decongestant)

ยาที่ช่วยลดน้ำมูกจากหวัดได้จริงคือ
👉 Pseudoephedrine (เช่น Maxiphed)

แต่ยานี้
• ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น
• ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังในเด็ก

ถ้าให้ผิดขนาด
อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น
• ใจสั่น
• นอนไม่หลับ
• หงุดหงิด กระสับกระส่าย



3. ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1
เช่น CPM, brompheniramine

ยากลุ่มนี้
สามารถลดน้ำมูกได้จริง
จากฤทธิ์ anticholinergic

แต่ต้องแลกกับ
• ง่วง
• เสมหะเหนียว
• ปากแห้ง คอแห้ง

ยากลุ่มนี้
อาจพอใช้ได้ใน เด็กโตบางราย
ที่มีน้ำมูกเป็นอาการเด่นมาก แต่ไม่ได้ไอเยอะ

แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า
👉 ไม่แนะนำในเด็กเล็ก
👉 และไม่แนะนำในเด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
เช่น หลอดลมอักเสบ / ปอดอักเสบ

อย่างที่อธิบายไปแล้วอย่างละเอียดใน ข้อ 3

==================

7️⃣ ซิงกูแลร์ (Singulair) ใช่ยาแก้แพ้ไหม?

❌ ซิงกูแลร์ไม่ใช่ยาแก้แพ้
เพราะมันไม่ใช่ antihistamine
แต่มันเป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาอื่นๆในการรักษาโรคภูมิแพ้ได้



ซิงกูแลร์(Singulair)
ชื่อยาสามัญคือ montelukast
เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียกว่า Leukotriene receptor antagonist (LTRA)
(ต้านลิวโคไทรอีน)

พูดง่ายๆ คือ
ยาแก้แพ้ (antihistamine) ออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีน

แต่ซิงกูแลร์ (Singulair) ออกฤทธิ์ต้านสารอักเสบลิวโคไทรอีน
ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบของภูมิแพ้และโรคหอบหืดเช่นกัน

ยานี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
โดยขนาดยาจะต่างกันตามช่วงอายุ



แล้วซิงกูแลร์ใช้ในโรคไหนบ้างในเด็ก?

จากข้อมูลณ.ปัจจุบัน
ซิงกูแลร์จะได้ประโยชน์ชัดเจน
ใน "บางกลุ่ม" เท่านั้น

1) เด็กที่เป็น “ภูมิแพ้จมูก + หอบหืด” ร่วมกัน

นี่คือข้อบ่งชี้ที่เขียนไว้ในคำแนะนำโรคภูมิแพ้ของประเทศไทย

ซิงกูแลร์สามารถช่วย
คุมอาการทางจมูกและคุมอาการหอบหืด
ไปพร้อมกันได้

แนะนำให้ใช้ร่วมกันกับยาแก้แพ้ (antihistamine)

เหมาะในเด็กที่เป็นภูมิแพ้จมูก
และมีโรคหอบหืดร่วมด้วย



2) ใช้เป็นยาทางเลือก/ยาเสริมในเด็กที่เป็นหอบหืด

ซิงกูแลร์สามารถใช้เป็นยาควบคุมอาการหอบหืด
ร่วมกับ
👉 ยาพ่นสเตียรอยด์เข้าหลอดลม (ICS)



3) ช่วยในเด็กที่นอนกรนจากต่อมอะดีนอยด์โตได้

ซิงกูแลร์ช่วยลดการอักเสบและลดขนาดของต่อมอะดีนอยด์
จึงช่วยให้อาการนอนกรนดีขึ้นได้

แพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกับ
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก



⚠️ ข้อควรระวังที่พ่อแม่ต้องรู้

ซิงกูแลร์
มีคำเตือนเรื่องผลข้างเคียงทางจิตประสาท

ในเด็กบางรายอาจพบอาการ เช่น
• นอนไม่หลับ ฝันร้าย
• กระวนกระวาย
• หงุดหงิด ก้าวร้าว
• อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป

👉 ถ้าพบอาการเหล่านี้
แนะนำให้ หยุดยา และปรึกษาแพทย์ทันที
อาการมักจะดีขึ้นหลังหยุดยา



สิ่งที่ต้องขีดเส้นไว้ให้ชัด ❌

ซิงกูแลร์ไม่ใช่
❌ ยาแก้ไอ
❌ ยารักษา RSV
❌ ยาลดน้ำมูกเฉียบพลัน

มันคือยา
👉 คุม/เสริมการคุมโรค
ในบางกลุ่มเท่านั้น

ใช้ถูกโรค = ได้ประโยชน์
ใช้ผิดโรค = ไม่ได้ผล เปลืองเงิน และเสี่ยงผลข้างเคียง

==================

ถ้าพ่อแม่คนไหนอ่านมาถึงตรงนี้ได้จนจบ
มาคอมเมนต์กันหน่อยนะครับว่า มีคนอ่านจบจริงๆ 😄

ผมตั้งใจทำโพสต์นี้ไว้
ให้เป็นเหมือนโพสต์ที่สามารถกลับมาอ่านซ้ำได้
เวลาเริ่มสงสัยเรื่องยาแก้แพ้ของลูก

และฝากคอมเมนต์หน่อยครับว่า
✅ ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง หรือ
❓ ยังงงตรงไหน / อยากให้ผมอธิบายเพิ่มเรื่องอะไร

ผมจะได้เอาไปปรับโพสต์ต่อๆ ไป
ให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับพ่อแม่ทุกคนครับ 😊

สุดท้ายนี้
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ 🎉
ขอให้ทุกบ้านเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ
และมีความสุขในทุกวันนะครับ ❤️

ที่อยู่

Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BeautiBoxผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BeautiBox:

แชร์