WebShop Thailand ให้บริการเว็บไซต์พร้อมใช้ เพิ่มโอก

31/05/2021

Factsheet No.86
ในฐานะผู้ประกอบการ หากเราต้องการส่งออกสินค้า
หรือให้บริการกับลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบ B2B
การแลกนามบัตรมักเป็นสิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อแรกพบใช่มั้ยครับ ?

จีนได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้วในทุกวันนี้
มีนักธุรกิจจีนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในบ้านเรา
แต่เราหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่า
นักธุรกิจจีนถือว่ามารยาทในเรื่องการแลกนามบัตรนั้นสำคัญมาก
ในภาษาจีนเรียกนามบัตรว่า หมิงเพี่ยน (名片)
ซึ่งถือเป็นบัตรที่เป็นตัวแทน "ใบหน้า" เราเลยทีเดียวครับ

วันนี้ Factsheets จะมาแนะนำให้คุณได้รู้ถึงวิธีปฏิบัติ
รวมไปถึงข้อห้ามเด็ดขาด เกี่ยวกับการแลกนามบัตร
ที่จะทำให้เราสามารถสร้างความประทับใจแต่แรกพบ
ให้กับคู่ค้า หรือลูกค้าชาวจีนได้อย่างดี

-----------------
สิ่งที่ควรทำ
-----------------
- เตรียมนามบัตรไว้ให้เพียงพอ
การให้นามบัตรไปจนหมด จนมีไม่เพียงพอ
ชาวจีนจะมองว่าเราไม่มีความเป็นมืออาชีพครับ
ลดความน่าเชื่อถือลงไปเยอะมาก ๆ

- รักษานามบัตรของเราให้สะอาด
การให้นามบัตรที่ชำรุด ยับยู่นี่ หรือมีรอยเปื้อน
จะให้ความรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ประมาท เลินเล่อ
ไม่พิถีพิถัน ขาดความรอบคอบได้ครับ

- ทำนามบัตรที่มีภาษาจีน
การมีนามบัตรอีกด้านเป็นภาษาจีน
ไม่เพียงแต่สร้างความรู้สึกเป็นมิตรกับคู่ค้าชาวจีนมากขึ้น
ยังจะช่วยสร้างความน่าจดจำมากขึ้นอีกด้วย

- ภาษาจีนตัวย่อหรือตัวเต็มดีนะ ?
ภาษาจีนมีวิธีเขียน 2 แบบด้วยกันครับ คือ
แบบตัวเต็ม (Traditional Chinese)
เป็นอักษรแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง
ปัจจุบันนิยมใช้ในไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า
กับอีกแบบคือตัวย่อ (Simplified Chinese)
เป็นอักษรที่ลดทอนจำนวนขีดที่ซับซ้อนลง
นิยมใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่
(อักษรจีนในสิงคโปร์ มาเลเซีย ใช้ตัวย่อ
แต่กรณี 2 ประเทศนี้ ไม่จำเป็นครับ
เค้าใช้ภาษาอังกฤษกันได้อยู่แล้ว)
ถ้าเป็นไปได้ ให้ทำไว้หลายเวอร์ชันครับ
และเลือกใช้เวอร์ชันที่เหมาะสมกับคู่ค้า

- ใช้มือทั้งสองข้างในการยื่นและรับนามบัตร
จะแสดงถึงความเคารพและให้เกียรติ

- หันหน้าที่เป็นภาษาจีนให้เค้าด้วย
เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเราใส่ใจกับพวกเค้าครับ

------------------
สิ่งที่ห้ามทำ
------------------
- ห้ามวางนามบัตรบนโต๊ะให้เค้าหยิบเอง
ถือเป็นเรี่องที่หยาบคายและไม่ให้เกียรติอย่างแรงครับ
การจะให้นามบัตรใคร ต้องส่งให้กับมือบุคคลนั้น ๆ เท่านั้น

- ห้ามเก็บนามบัตรทันทีที่ได้รับมา
แสดงถึงความไม่ให้ความสำคัญกับเจ้าของบัตร
เราควรที่จะอ่านชื่อ ตำแหน่ง รายละเอียด ให้ครบถ้วน
จากนั้นถือไว้สักครู่ จนกว่าจะเดินห่างจากกันออกมา
เราจึงค่อยเก็บนามบัตรครับ

- ห้ามเก็บนามบัตรในกระเป๋าหลัง
เป็นการไม่ให้เกียรติเหมือนกันครับ
ทางที่ดีควรจะมีกระเป๋า ซอง ที่ใส่นามบัตรไว้เสมอ
หรือหากไม่มี เก็บแยกส่วนไว้ในที่ใส่นามบัตรเราเองก็ได้
หรือหากสุดวิสัย เก็บเข้ากระเป๋าสตางค์ไปก่อนก็ยังดีครับ

- ห้ามขีดเขียนลงในนามบัตรต่อหน้าเจ้าของ
เป็นการดูไม่ให้ความสำคัญกับเจ้าของบัตรเช่นกันครับ
หากจำเป็นต้องจดข้อมูลเพิ่มเติม แล้วไม่มีกระดาษอื่น
ให้เขียนลงในนามบัตรซักใบของเราเองแทน
หรือถ้าจะทำจริง ๆ
ก็ทำตอนที่ไม่ได้อยู่กับเจ้าของนามบัตรแล้วครับ

----------
สรุป
----------
นอกจากข้อควรทำ 6 ข้อ และข้อห้าม 4 ข้อนี้
จะใช้กับคู่ค้าหรือลูกค้าชาวจีนได้แล้ว
ก็ยังถือเป็นมารยาทที่ดีในการแลกนามบัตร
ไม่ว่ากับชนชาติใดก็ตามครับ
หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านครับ

ที่มา
https://list.juwai.com/chinese-buyer-tips/2016/06/tip-06-master-chinese-business-card-etiquette

27/05/2021

วานนี้ (26 พ.ค.64) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่านายสัตวแพทย์จิตรกมล ธนศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความพยายามวิจัยคุณสมบัติของเลือดตัวเงินตัวทอง เพื่อยับยั้งเซลล์มะเร็งและไวรัสโควิด 19 ซึ่งหากบรรลุผลตามเป้าหมายก็จะเป็นรายแรกของโลก

https://news.ch7.com/detail/488814

25/05/2021

Factsheet No.80
ช่วงนี้เราก็จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของ CBD เริ่มปรากฎให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ และเชื่อว่าผู้ประกอบการที่กำลังอ่านอยู่บางท่านก็น่าจะมีความคิดสักแว้บ เกี่ยวกับการหาช่องทางสร้างกำไรจากเทรนด์นี้อยู่บ้างเหมือนกันครับ

CBD ย่อมาจาก cannabidiol เป็นสารสกัดจากกัญชงซึ่งไม่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ก็เลยจะไม่เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและจิตใจเลื่อนลอย ทำให้มีการมาใช้ในการรักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ จากมีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ เช่น เพิ่มความอยากอาหารมาก ลดความวิตกกังวล ช่วยการนอนหลับได้ดีขึ้น บรรเทาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ และระงับอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยสารดังกล่าวนั้นสกัดมาจากต้นกัญชงเพศเมีย ชนิด cannabis sativa (H**p) หรือ cannabis indica

โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศช่วงเดือนธันวาคม 2563 ปลดล็อกสารสกัดในพืชกัญชงและกัญชาตามคุณสมบัติที่กำหนด ให้ไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5 โดยส่วนต่าง ๆ ของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% และให้ใช้เมล็ดกัญชงหรือน้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชงในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางได้ อีกทั้งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ยังได้เคยสรุปว่า สาร CBD แทบไม่มีผลข้างเคียงถึงแม้จะใช้ในปริมาณมาก

วันนี้ Factsheets จึงขอนำเสนอความท้าทาย 4 เรื่องในการที่เราจะเข้าสู่ตลาด CBD ตอนนี้ ว่ามีอะไรบ้าง และแนวทางที่จะฝ่าความท้าทายเหล่านั้นเป็นอย่างไร

---------------------------------
1. การขาดความรู้เท่าทัน
---------------------------------
ถึงแม้อาหารเครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา กัญชง จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความสงสัยและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ CBD มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่คนส่วนใหญ่สับสนก็คือ แม้ว่า CBD เป็นทางเลือกที่ถูกกฎหมายปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์คล้ายกันที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้เพื่อนันทนาการก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นการให้ความรู้กับผู้บริโภคถึงความแตกต่าง โดยให้ข้อมูลอย่างชัดเจน จึงเป็นอีกหน้าที่สำคัญของผู้ประกอบการ

การให้ความรู้ หรืออาจจะเรียกว่าทำ Content Marketing ในตลาดที่ยังค่อนข้างใหม่แบบนี้จะเป็นการช่วงชิงฐานความไว้วางใจของลูกค้าได้ในระยะยาว เพราะนอกจากเค้าจะรู้ชัดขึ้นว่า CBD คืออะไร มีประโยชน์ยังไง เค้าก็จะยังจำได้ด้วยว่าพวกเค้ารู้มาจากใคร

------------------------------
2. สมรภูมินี้เริ่มดุเดือด
------------------------------
ภายในเวลาครึ่งปี ธุรกิจจำนวนมากนำ CBD มาใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น เครื่องดื่มแบรนด์ดังหลายแบรนด์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหารที่เริ่มนำเสนอเมนูที่มี CBD เกิดความนิยมอย่างรวดเร็ว และความนิยมอย่างรวดเร็วนี้เองที่จะยิ่งทำให้เกิดผู้เล่นใหม่ ๆ ในตลาดมากขึ้น ตามมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด มีธุรกิจ CBD เกิดขึ้นจนล้นทะลัก ทำให้ผู้ที่มีสายป่านยาวเท่านั้นที่จะสามารถเชือดเฉือนเอาชนะตลาดนี้ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการต้องวางตำแหน่ง (Positioning) ของธุรกิจอย่างชาญฉลาด เพื่อที่จะได้มีโอกาสมากพอในการอยู่รอดและเติบโต

นอกจากเรื่อง Positioning แล้ว การจับตาและวิเคราะห์คู่แข่งก็สำคัญ ตลาดธุรกิจ CBD เป็นตลาดที่เร็ว ต้องศึกษาตลอดเวลาว่าทั้งคู่แข่งและผู้เล่นรายอื่นในตลาดดึงดูดลูกค้ายังไง ลูกค้าชอบอะไร จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละกลยุทธ์ที่ถูกใช้คืออะไร

---------------------------------------------
3. ผลิตภัณฑ์ดีพอ แบรนด์ต้องพอดี
---------------------------------------------
การสร้างและค้นหาจุดยืดให้กับแบรนด์เป็นเรื่องจำเป็นมากอย่างยิ่งสำหรับตลาด CBD เพื่อให้เกิดความชัดเจนในด้านกลุ่มเป้าหมาย ว่าแบรนด์นี้เกิดมาเพื่อใคร เช่น มาเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้ CBD เป็นยาเพื่อช่วยแก้ปัญหาบางอบ่าง เมื่อแบรนด์ชัด สื่อสารตรงประเด็น ลูกค้าที่เราต้องการซื้อก็จะเดินเข้ามาหาสินค้าที่ต้องการขาย กลับกันถ้าแบรนด์ทำตลาดแบบงงๆ จับจุดไม่ถูก ขายทุกอย่าง หรือบางทีเน้นขายภาพแบบตามกระแส ความยั่งยืนก็คงเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากครับ

ต้องระลึกเสมอว่าการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องยาก และต้องใช้ระยะเวลา การสร้างแบรนด์ CBD ในตลาดที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นด้วยความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่เข้าใจ CBD อย่างเต็มที่ ก็เป็นสิ่งที่ยากตามไปด้วย

----------------------------
4. ระวังเรื่องกฎหมาย
----------------------------
อย่าลืมว่า กฎหมายปลดล็อค CBD เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้สามารถใช้เพื่อความนันทนาการได้ ดังนั้นการสื่อสารถึงแม้จะแบบอ้อม ๆ ว่าทำให้ไอเดียบรรเจิด พริ้ว จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและไม่สมควรครับ นอกจากนี้กระบวนการผลิตก็ต้องแน่ใจจริง ๆ ว่า THC จะไม่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

--------------
สรุป
--------------
อุตสาหกรรม CBD จะยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2567 ตลาดกัญชาจะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันมีประเทศที่ปลดล็อกกัญชาทั้งหมดและปลดล็อกบางส่วนรวม 69 ประเทศ จาก 193 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วน 36% ของประเทศ หรือประมาณ 1 ใน 3 ของโลก

ดังนั้นผู้เล่นในตลาดจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายทั้ง 4 ข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องเอาชนะให้ได้

ที่มา
https://www.digitalauthority.me/resources/cbd-marketing/
https://www.bangkokbanksme.com/en/how-to-continue-marijuana-market-trend
https://www.ditp.go.th/contents_attach/376953/376953.pdf

23/05/2021

Factsheet No.78
วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา YouTube ได้อัปเดตเปลี่ยนแปลงข้อตกลงการใช้บริการโดยแจ้งไปยังอีเมลของผู้ใช้ ด้วยเหตุผลความโปร่งใสต่อผู้ใช้ 3 เรื่องหลัก ๆ ครับ ทั้ง 3 เรื่องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ไปดูกันเลย

----------------------------------------
1. ข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้ AI
----------------------------------------
เรื่องแรก YouTube เพิ่มข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้เอไอจดจำใบหน้ากับข้อมูล โดยห้ามใครก็ตามใช้ Face Recognition AI รวบรวมข้อมูลจากภาพวีดิโอใน YouTube ไปใช้งาน

สืบเนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว YouTube, Facebook, Twitter และ LinkedIn พบว่าบริษัทสตาร์ทอัพ ชื่อ Clearview AI ได้ทำการรวบรวม (scraping) ใบหน้าจากวีดิโอจำนวนมากถึง 3 พันล้านภาพ เพื่อนำไปพัฒนาระบบระบุตัวตนด้วยใบหน้าอาชญากรร่วมกับตำรวจนิวยอร์ค

สำหรับท่านที่อาจจะยังสงสัยว่าทำไมต้องรวบรวมข้อมูลใบหน้า ต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ปกติแล้วเวลาที่จะพัฒนา AI ให้มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ Machine Learning ก็คือการป้อนข้อมูลที่เป็นตัวอย่างเข้าไปให้ AI สามารถเรียนรู้ที่จะจำแนกได้ โดยยิ่งมีข้อมูลตัวอย่างมากแค่ไหน AI ก็จะยิ่งแม่นขึ้นเท่านั้น จึงมีบริษัทหัวใสที่ดึงวีดิโอจาก YouTube ไปเทรน AI เสียเลย

แม้ Clearview AI จะอ้างว่าทั้งหมดเป็นข้อมูลสาธารณะที่เปิดให้เข้าถึงได้ แต่การ scraping ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยที่เจ้าของใบหน้าไม่ได้ยินยอม ดังนั้น YouTube จึงต้องเพิ่มข้อบังคับให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็ตอบสนองในหลากหลายทาง ไม่ว่าจะสั่งให้ลบข้อมูล รวมถึงแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายหากบริษัทเอไอไม่ให้ความร่วมมือ

------------------------------------------------------
2. จะเริ่มแสดงโฆษณากับเนื้อหาทั้งหมด
------------------------------------------------------
ที่ผ่านมา YouTube จะแสดงโฆษณาในวีดิโอจาก Creator ที่เข้าร่วม YouTube Partner Program เท่านั้น เฉพาะผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้ใช้บริการ YouTube Premium

แต่หลังจากนี้ YouTube ได้ประกาศว่าบริษัทมีสิทธิ์ที่จะหารายได้จากคอนเทนต์ทั้งหมด หมายความว่าแม้ว่าวีดิโอนั้นจะไม่ได้เปิดฟังก์ชันหารายได้ ก็อาจจะพบโฆษณาแสดงขึ้นมาด้วยครับ

สำหรับครีเอเตอร์หรือผู้ใช้ทั่วไปที่อัปโหลดวีดิโอขึ้นไปบน YouTube แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการพันธมิตรกับ YouTube ถึงแม้จะมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาในวีดิโอ ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จนกว่าจะสมัครเข้าร่วม ซึ่งตรงนี้ YouTube เน้นว่าจะไม่มีการลดหลักเกณฑ์ลงเพื่อเอื้อให้คนสมัครแต่อย่างใด

----------------------------------------------
3. จะเริ่มหักภาษีกับ Creator แล้ว
----------------------------------------------
เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เราได้นำเสนอว่า YouTube จะเริ่มหักภาษี ณ ที่จ่ายจากครีเอเตอร์นอกสหรัฐอเมริกาสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์ม เช่น YouTube Partner Program ซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้แล้ว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จากโพสต์นี้เลยครับ https://www.facebook.com/FactsheetsTH/posts/802169837060689

โดยข้อบังคับทั้งหมดข้างต้น จะมีผลทางกฎหมายในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 กับผู้ใช้งาน YouTube ทุกคนครับ

ที่มา
https://support.google.com/youtube/answer/10090902

17/05/2021

Factsheet No.72
ในเช้าวันจันทร์แบบนี้ ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะทำงานที่ออฟฟิศหรือที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นจนเป็นกิจวัตรนั่นก็คือภาระงานที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นงานต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว และงานใหม่ ๆ ที่ได้รับมอบหมายในสัปดาห์ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น และแน่นอน ความยุ่งเหยิงของงานเหล่านั้นก็อาจจะมากเกินขีดจำกัดที่สมองของคนเราจะบริหารจัดการได้ การหลงลืมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ

วันนี้ Factsheets จึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะสามารถช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจวิธีการทำงานเกี่ยวกับความจำของสมอง และวิธีการที่จะทำให้สมองสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเราต้องไปดูกันก่อนว่าสมองของคนเรามีระบบการทำงานของความจำอย่างไร

------------------------------------------
กระบวนการความจำของสมอง
------------------------------------------
สมองของคนเรามีกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความจำอยู่ 3 สิ่ง ได้แก่

กระบวนการที่ 1 การสร้างความทรงจำ (Creating a memory)
กระบวนการนี้จะเกิดขึ้น เมื่อเราได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสต่าง ๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส สมองจะทำการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทของเรา การเชื่อมต่อเหล่านี้เรียกว่า จุดประสานประสาท (synapse)

กระบวนการที่ 2 การรวมกลุ่มความทรงจำ (Consolidating the memory)
จะเป็นขั้นตอนที่สมองทำการจัดเก็บความทรงจำแต่ละเรื่องเข้าด้วยกันเป็นความทรงจำระยะยาว โดยเฉพาะความทรงจำเรื่องที่เราไม่ค่อยได้นำมาใช้ เพื่อให้เราสามารถนำมาใช้ได้ในภายหลัง โดยกระบวนการนี้จำนวนมากจะเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลัง "นอนหลับ" โดยสมองจะทำการสร้างรูปแบบ (pattern) ของจุดประสานประสาทขึ้นมาใหม่อย่างเป็นระบบ

กระบวนการที่ 3 การเรียกใช้ความทรงจำ (Recalling the memory)
กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราคิด พูด หรือตระหนักขึ้นได้ว่าเราหลงลืมความทรงจำบางอย่างไป โดยการเรียกความทรงจำขึ้นมาจะยิ่งง่ายและเร็วหากเรามีประสบการณ์กับเรื่องนั้น ๆ บ่อย ๆ จะทำให้สมองสร้างรูปแบบการจัดเก็บความทรงจำที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องนั้น ๆ

-------------------------------------------------------
จะเพิ่มความสามารถในการจำได้อย่างไร ?
-------------------------------------------------------
มีหลายเหตุผลที่คนเราจะหลงลืมความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับข้อมูลที่มากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ หรือการหลงลืมที่เป็นปกติจากความชราก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขหรือชลออาการหลงลืมได้ ขั้นตอนที่เรานำมาฝากกันในวันนี้คือขั้นตอนที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ดีและยาวนานมากที่สุด

1. ทำสมาธิ
ความทรงจำของสมองทำหน้าที่คล้าย ๆ กระดาษโน้ตของสมอง ซึ่งจะจดบันทึกข้อมูลใหม่เอาไว้ชั่วคราว เช่น เราจำชื่อเพื่อนร่วมงานคนใหม่ การได้ยินชื่อเพลงใหม่ การจำรหัสผ่านไวไฟ โดยในช่วงแรกเราจะจำมันได้จนกว่าจะได้นำมาใช้งานเสร็จสิ้นจนหมดประโยชน์ สมองก็จะปล่อยมันทิ้งไป แต่หากเรามีประสบการณ์กับความทรงจำนั้น ๆ มากพอ สมองก็จะนำไปจัดเก็บเป็นความทรงจำระยะยาวเพื่อให้เรียกขึ้นมาทีหลังได้ โดยธรรมชาติสมองในวัยทำงานจะเก็บความทรงจำระยะสั้นไว้ได้ประมาณ 7 เรื่อง และการทำสมาธิก็เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้ทั้ง 7 เรื่องนี้ถูกจัดเก็บเป็นความทรงจำระยะยาว จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า หากเปรียบเทียบผู้เข้าร่วมที่ทำสมาธิกับไม่ได้ทำ จะเห็นผลได้ชัดเจนว่าภายใน 8 สัปดาห์ คนที่ทำสมาธิจะมีความทรงจำที่ดียิ่งขึ้น และหลังจากทำสมาธิ เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ ๆ ก็จะสามารถจดจำได้ง่าย

2. ดื่มกาแฟ
คาเฟอีกมีผลเล็กน้อยหากร่างกายได้รับก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้และรับข้อมูลใหม่ ๆ แต่หากร่างกายได้รับคาเฟอีกหลังจากได้รับข้อมูลไปแล้ว ผลการศึกษาพบว่าสามารถเพิ่มความทรงจำได้จริงภายใน 24 ชั่วโมงต่อมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดเก็บรักษาความจำในระดับที่ลึกขึ้น

3. กินผลไม้ประเภทเบอร์รี่
จากการศึกษาของ University of Reading และ Peninsula Medical School พบว่าการเสริมอาหารด้วยบลูเบอร์รี่เป็นเวลา 12 สัปดาห์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของความทรงจำได้ โดยจะเริ่มเห็นผลใน 3 สัปดาห์ และต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาของการศึกษา โดยบลูเบอร์รี่มีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งสามารถเสริมสร้างจุดประสานประสาทในสมองได้ (มีการศึกษาในสตรอว์เบอร์รี่ด้วย แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากปริมาณที่ต้องกินต่อวันนั้นเยอะกว่าบลูเบอร์รี่มาก)

4. ออกกำลังกาย
การศึกษาทั้งในสมองของหนูและมนุษย์พบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถทำให้ความจำดีขึ้นได้ รวมถึงสำหรับผู้สูงอายุได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยชะลออาการหลงลืมความจำได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากเรื่องความจำแล้ว สมองของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีความสามารถในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ สูงขึ้น

5. เคี้ยวหมากฝรั่ง
จากการศึกษาบางแห่งพบว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ออกซิเจนใหลเวียนไปยังสมองเพิ่มมากขึ้น ทำให้สมองสามารถโฟกัสสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

6. นอนหลับ
จากที่เราได้พูดถึงกระบวนการที่ 2 การรวมกลุ่มความทรงจำ (Consolidating the memory)ด้านบน ส่วนมากมักเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนแบบยาว ๆ และการงีบหลับสั้น ๆ ก็ทำให้ความทรงจำดียิ่งขึ้น จากการศึกษาโดยให้ผู้เข้าร่วมจดจำไพ่ชุดหนึ่งเป็นเวลา 40 นาที พบว่า กลุ่มที่งีบหลับสามารถจดจำไพ่ได้ 85% ขณะที่กลุ่มที่ยังตื่นอยู่จำไพ่ได้เพียง 65% เท่านั้น โดยการนอนหลับนอกจากจะช่วยเรื่องความทรงจำ ยังช่วงให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความสดชื่นและพละกำลังที่จะทำให้เราใช้ชีวิตในวันถัดไป หรือหลังจากที่เราตื่นขึ้นมาได้ดีอีกด้วย

ที่มา
https://buffer.com/resources/6-research-tested-ways-to-improve-your-memory/

16/05/2021

Factsheet No.71
ตามโนบายของรัฐบาลไทยที่กำลังพยายามพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในหลาย ๆ จังหวัดทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก ระยอง และที่อื่น ๆ อีกกว่า 30 จังหวัด วันนี้ Factsheets จะพาทุกท่านไปรู้จักกับความหมายของ Smart City ว่าการที่เราจะเรียกเมือง ๆ หนึ่งว่า Smart City ได้นั้น ควรจะต้องมีอะไรบ้าง และในทางเทคโนโลยีประกอบด้วยอะไร

---------------------------------------
นิยามของการเป็น Smart City
---------------------------------------
ตามนิยามของศาสตราจารย์ Mark Deakin จาก Edinburgh Napier University สกอตแลนด์ ได้ระบุปัจจัย 4 ประการในการเป็น Smart City ไว้ดังนี้
1. มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลที่หลากหลายกับชุมชนและเมือง
2. มีการใช้ ICT เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและสภาพแวดล้อมการทำงานของพื้นที่
3. มีการใช้ ICT ในระบบงานภาครัฐ
4. มีการกำหนดขอบเขตของแนวปฏิบัติที่นำ ICT และผู้คนมารวมกันเพื่อยกระดับนวัตกรรมและความรู้

ดังนั้น ตามปัจจัยทั้ง 4 ประการข้างบน อาจตีความได้ว่า Smart City เป็นเมืองที่ใช้ ICT เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด (พลเมือง) ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนั้น Smart City จะเป็นเมืองที่ไม่เพียงแต่และใช้ ICT เท่านั้น แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในลักษณะที่ส่งผลดีต่อชุมชนในท้องถิ่นอีกด้วย

--------------------------------------------
ประโยชน์ของการเป็น Smart City
--------------------------------------------
การนำ ICT เข้ามาจะทำให้เมืองสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถนน แหล่งน้ำ บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่และพลเมือง เพื่อออกแบบเมืองตามความต้องการของพลเมือง ทำให้เมืองสามารถเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองและพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

---------------------------------------
เฟรมเวิร์คด้านเทคโนโลยี
---------------------------------------
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Smart City ต้องอาศัยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมาก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการมีส่วมร่วมของฝ่ายต่าง ๆ ของเมือง หากเราเอากรอบการทำงานของ Smart City มาแยกส่วน จะพบว่ามีส่วนต่าง ๆ ที่เมืองจะต้องร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ไปสู่ Smart City ประกอบด้วย

ดิจิทัล : โครงสร้างพื้นฐานที่มุ่งเน้นการบริการเป็นสิ่งจำเป็นในการเชื่อมต่อบุคคลและอุปกรณ์ต่างๆในเมืองอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึงบริการด้านนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร
อัจฉริยะ : เทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ของเมือง เช่น AI และ Machine Learning ที่จะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ครอบคลุม : การเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสาธารณะ การจ่ายค่าน้ำค่าไฟที่สะดวกและทำได้จากทุกที่
เชื่อมต่อ : ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี IoT และเทคโนโลยีไร้สายที่เป็นศูนย์กลางของบริการต่าง ๆ และลดการใช้งานกำลังคน
ไฮบริด : เทคโนโลยีกับกายภาพจะต้องทำงานสอดประสานกันโดยหลักคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด
ข้อมูล : Smart City ทำให้เกิดข้อมูลจำนวนมหาศาล ดังนั้นเมืองจะต้องมีวิธีการจัดเก็บและใช้งานข้อมูลที่เติบโตขึ้นทุกวันได้อย่างปลอดภัย

---------------------------------------
Smart City ในต่างประเทศ
---------------------------------------
ในแต่ละประเทศก็จะมีการพัฒนา Smart City ที่ตอบโจทย์ต่างกันออกไป เช่น
- ซานฟรานซิสโก มีเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าสคาร์บอนด้วยการส่งเสริมพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานจักรยาน
- ซินเจียง ติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลรถประจำทาง พร้อมเชื่อมโยงไปยังสมาร์ทโฟน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเวลาที่รถโดยสารจะมาถึงได้อย่างแม่นยำ รวมถึงแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real time เพื่อช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น

ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Smart City ในประเทศไทยจะเข้ามามีบทบาทและทำให้วิถีชีวิตของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศและพลเมืองของแต่ละจังหวัดจึงมีหน้าที่จะต้องจับตามองและตรวจสอบการพัฒนา Smart City ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ใช้งานได้จริง และโปร่งใสจริงหรือไม่

ที่มา
- Sharifi, Ayyoob (October 2019). "A critical review of selected smart city assessment tools and indicator sets". Journal of Cleaner Production. 233: 1269–1283.
- Deakin, Mark; Al Waer, Husam (2011). "From Intelligent to Smart Cities". Journal of Intelligent Buildings International: From Intelligent Cities to Smart Cities. 3 (3): 140–152. doi:10.1080/17508975.2011.586671. S2CID 110580067.

14/05/2021

Factsheet No.69
ข่าวดังสำหรับวงการคริปโตในช่วง 1-2 วันนี้คงหนีไม่พ้นการที่ อีลอน มัสก์ ทวีตว่าเทสล่าจะไม่รับชำระเงินค่ายานพาหนะด้วยบิทคอยน์อีกต่อไป ทำให้ราคาบิทคอยน์ดิ่งลงต่ำสุด 46,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 1.6 ล้านบาท หรือก็คือ 11.90% เลยทีเดียว

โดยอีลอน มัสก์ให้เหตุผลว่าการรับบิทคอยน์มัน.............. ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม........... เอ่อ ครับ

ทั้ง ๆ ที่ก็เคยบอกใบ้ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าเทสล่าจะรับชำระด้วยบิทคอยน์ แถมเมื่อไม่กี่วันก่อนยังมีเปรย ๆ ว่าอาจจะรับโดจคอยน์ (Dogecoin) อีกต่างหาก

ปรากฎการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารด้วยทวิตเตอร์ของ อีลอน มัสก์ มีผลต่อตลาดคริปโต ทั้งบิทคอยน์และโดจคอยน์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในกรณีโดจคอยน์ อีลอน มัสก์ เคยพูดถึงใน Clubhouse ด้วยว่าเป็นแค่มุกตลก ซึ่งถึงจะเป็นมุกตลก แต่ด้วยจำนวนผู้ติดตามทวิตเตอร์ในปัจจุบันถึง 54.4 ล้านบัญชี ปฏิกิริยาของคนจำนวนมากก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการตีความหมายของอีลอนแต่ละครั้ง จนเกิดผลลัพธ์แบบมหาศาลได้เลยทีเดียว ซึ่งมีการเรียกปรากฎการณ์นี้กันอย่างกว้างขวางว่า Musk Effect

เมื่อช่วงต้นปี มีนักวิจัยชื่อ Lennart Ante จาก Blockchain Research Lab ประเทศเยอรมนี ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษา Musk Effect แบบเป็นเรื่องเป็นราว 6 เหตุการณ์ ทั้งจากการทวีต หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยน Bio โดยเราจะนำ 4 เหตุการณ์ที่ส่งผลต่อบิทคอยน์และโดจคอยน์โดยตรงอย่างชัดเจนทันทีมาเล่าให้ฟัง ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในครั้งนั้น ๆ บ้าง เราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันได้เลย

------------------------------
18 กรกฎาคม 2020
------------------------------
เหตุการณ์เกี่ยวกับ Dogecoin : อีลอน มัสก์ ทวีตว่า "Excuse me, I only sell doge!" พร้อมโพสต์รูป Dogecoin เป็นเมฆก้อนใหญ่ เปรียบเทียบกับระบบการเงินของโลกที่เป็นพื้นเบื้องล่าง
ผลที่เกิดขึ้นกับ Dogecoin :
- ราคา Dogecoin พุ่งขึ้นอีกประมาณ 7% ภายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง (พุ่งสูงขึ้นมาแล้ว 13.33% ก่อนทวีตอยู่ก่อนแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง)
- ปริมาณการซื้อขายไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

------------------------------
20 ธันวาคม 2020
------------------------------
เหตุการณ์เกี่ยวกับ Bitcoin : อีลอน มัสก์ ทวีตว่า "Bitcoin is my safe word" (บิทคอยน์คือคำที่ปลอดภัยของผม) ต่อด้วย "Bitcoin is almost as bs as fiat money" (บิทคอยน์เกือบจะ b*llsh*t เหมือนเงินกระดาษแล้ว) เป็นคำสบถ

ผลที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin :
- มูลค่าลดลง 1.7%
- ปริมาณการซื้อขายไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

------------------------------
20 ธันวาคม 2020
------------------------------
ในวันเดียวกัน อีลอน มัสก์ ยังทวีคเกี่ยวกับ Dogecoin อีกต่างหาก เรียกได้ว่าเบิ้ลสองเลยทีเดียว
เหตุการณ์เกี่ยวกับ Dogecoin : อีลอน มัสก์ ทวีตว่า "One word: Doge" (คำเดียว : โดจ) และเปลี่ยน Bio เป็น Former CEO of Dogecoin

ผลที่เกิดขึ้นกับ Dogecoin :
- 30 นาทีก่อนเหตุการณ์ ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยของ DOGE / USDT อยู่ที่ประมาณ 1,942 ดอลลาร์ต่อนาที โดยจำนวนครั้งต่อ 1 นาทีคือ 9 ครั้ง
- แต่ใน 30 นาทีหลังเหตุการณ์ ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อนาทีพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 299,330 ดอลลาร์ต่อนาที โดยมีการซื้อขาย 775 ครั้งต่อนาที

------------------------------
29 มกราคม 2021
------------------------------
เหตุการณ์เกี่ยวกับ Dogecoin : อีลอน มัสก์ เปลี่ยน Bio เป็น และทวีต "In retrospect, it was inevitable"

ผลที่เกิดขึ้นกับ Dogecoin :
- ราคาของ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นจากประมาณ 32,000 ดอลลาร์เป็นเกือบ 38,000 ดอลลาร์
- ลดลงเหลือประมาณ 36,000 ดอลลาร์ในชั่วโมงต่อมาซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการขายทำกำไร
- แต่จากนั้นก็เพิ่มขึ้นกลับมาเป็น 38,000 ดอลลาร์ในชั่วโมงถัดไป
- จากจำนวนการซื้อขาย 5,000 ครั้งต่อชั่วโมง เพิ่มเป็นมากกว่า 20,000 ครั้งต่อชั่วโมง แล้วค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ

-----------------
ข้อสรุป
-----------------
โดย Lennart Ante ได้แนะนำ 2 ข้อ จากผลการศึกษาในครั้งนี้

1. ประเมินเหตุการณ์ - หากนักเทรดต้องการดูทิศทางจากความเคลื่อนไหวของอีลอน มัสก์ ควรจะต้องประเมินกิจกรรมการซื้อขายก่อนที่อีลอน มัสก์ จะกระทำในแต่ละครั้งก่อน เพื่อดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แล้วหลังจากมัสก์ทำลงไปแล้ว มันส่งผลในทางเดียวกันหรือทางตรงกันข้าม

2. ดูจังหวะเวลา - ผลกระทบจากเหตุการณ์ในทวิตเตอร์ของอีลอน มัสก์ จะส่งผลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ในระยะสั้น ๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เราจะลงมือเร็วไปหรือช้าไป อันนี้ต้องดูจังหวะเวลาให้ดี

โดย Lennart Ante ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า หากทวีตข้อความหนึ่งของอีลอน มัสก์ ทำให้มูลค่าของบิทคอยน์ เพิ่มขึ้นแสนล้านได้ ทวีตอื่น ๆ ก็สามารถลดมูลค่าลงแสนล้านได้เช่นกัน ซึ่งก็ต้องระมัดระวังจริง ๆ ครับ

หวังว่าจะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้ท่านผู้อ่าน Factsheets พอจะมองเห็นภาพใหญ่ของ Musk Effect ได้เพิ่มเติมครับ

ที่มา
https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3778844
https://www.forbes.com/sites/ronshevlin/2021/02/21/how-elon-musk-moves-the-price-of-bitcoin-with-his-twitter-activity/

#คริปโต #บิตคอยน์ #สกุลเงินดิจิทัล

11/05/2021

Factsheet No.66
ที่ผ่านมาเราได้พูดกันถึงการทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้ากันบ่อย ๆ ดังนั้นในวันนี้เราจะนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการมาฝากกันครับ ซึ่งโดยทั่วไป เมื่อเราคิดจะทำธุรกิจบริการ เราอาจจะศึกษาจากบริการนั้น ๆ ที่เราเคยพบเห็นและเคยเป็นลูกค้า ซึ่งก็ไม่ผิดเลยครับ แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราสามารถออกแบบบริการที่มีความเฉพาะเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของเราเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเพื่อให้คุณผู้อ่านที่สนใจจะทำธุรกิจที่เป็นบริการ โพสต์ของเราวันนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับหลักการออกแบบบริการ หรือ Service Design กันครับ

-----------------------
บริการคืออะไร
-----------------------
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมได้แบ่งแยกความแตกต่างของสินค้าและบริการอย่างชัดเจนมากครับ สินค้าคือสิ่งที่ลูกค้าสามารถจับต้องและเป็นเจ้าของได้ เช่นปากกา ดินสอ เสื้อผ้า อาหาร ส่วนบริการคือสิ่งจับต้องไม่ได้และไม่ส่งผลให้เกิดความเป็นเจ้าของผ่านการซื้อ แต่เป็นการได้รับการตอบสนองด้วยกิจกรรมบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตัดผม การชมภาพยนตร์ การรักษาพยาบาล การขนส่งสาธารณะ

แต่ทุกวันนี้ดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ความแตกต่างของสินค้ากับบริการลดน้อยลง ไม่ได้สามารถแบ่งออกได้ชัดเจนอีกต่อไป เช่นร้านขายเพลงดิจิทัล ที่เป็นทั้งบริการค้นหาจัดเก็บ และเป็นธุรกิจขายสินค้าก็คือเพลงในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็ยังมีความคลุมเครืออยู่ดี ในกรณีที่เป็นการสตรีมมิ่ง

เราอาจจะพูดได้ว่า ในธุรกิจสินค้าก็อาจจะมีบริการเสริมอยู่ด้วย เช่น การจัดส่ง การบรรจุหีบห่อ การสลักชื่อ และในธุรกิจบริการก็อาจจะมีสินค้าอยู่ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น Service Design ที่เรานำมาพูดถึงวันนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการโดยตรงเท่านั้น แต่ธุรกิจสินค้าหรือธุรกิจอื่น ๆ ก็สามารถศึกษาและนำไปปรับใช้ได้ด้วยครับ

-------------------------------
รู้จัก Service Design
-------------------------------
คำจำกัดความของ Service Design ก็คือ "การวางแผนและจัดระเบียบทรัพยากรทางธุรกิจ (คน สิ่งของ และกระบวนการ) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ให้บริการและลูกค้า"

จากคำจำกัดความ จะเห็นได้ว่า Service Design คำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ (stakeholder) ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการและลูกค้า เพื่อสร้างบริการที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่องครบถ้วน ซึ่งหากนำมาปรับใช้กับธุรกิจบริการของเรา ก็จะสามารถสร้างจุดเด่นให้บริการของเรามีความได้เปรียบคู่แข่ง และสามารถให้บริการกับลูกค้าของเราได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

----------------------------------------------
ส่วนประกอบของ Service Design
----------------------------------------------
มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มที่ 1 คือ คน
คือใครก็ตามที่สร้างบริการ ให้บริการ ใช้บริการ และคนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากบริการ ไล่ตั้งแต่เจ้าของ พนักงาน ลูกค้า ผู้ที่ติดตามลูกค้ามา ครอบครัว เพื่อน และพันธมิตรทางธุรกิจ

กลุ่มที่ 2 คือ สิ่งของ
ทั้งในทางกายภาพที่จับต้องได้เช่นเครื่องมือเครื่องใช้ พื้นที่ให้บริการ เฟอร์นิเจอร์ ป้ายบอกทาง และรวมถึงจับต้องไม่ได้เช่นสื่อดิจิทัล เว็บไซต์ บัญชีโซเชียลมีเดีย ไฟล์

กลุ่มที่ 3 คือ กระบวนการ
คือขั้นตอนและกิจกรรมที่ทุกคน ทั้งเจ้าของ พนักงาน และลูกค้า จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งหน้าบ้าน เช่น การให้บริการตัดผม ออกแบบเสื้อผ้า ฝากถอนเงิน และกระบวนการหลังบ้าน เช่น การรับสมัครพนักงาน

โดยส่วนประกอบทั้ง 3 จะแยกออกเป็นสองส่วน คือ
- หน้าฉาก (Frontstage) ที่ลูกค้ามองเห็น เช่น จุดติดต่อ จุดพักรอ หน้าจอเว็บ หรือช่องทางการบริการลูกค้า
- หลังฉาก (Backstage) ที่ลูกค้ามองไม่เห็น เช่น นโยบาย เทคโนโลยี สต็อคเก็บของ ระบบบัญชี

-------------------------------------------
5 ขั้นตอนของ Service Design
-------------------------------------------
1. การเอาใจใส่ (Empathize)
คือการทำความเข้าใจคน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ 1 ของบริการ ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับบริการนี้มีใครบ้าง ลงลึกไปถึงพื้นเพ ประสบการณ์ เป้าหมาย แรงจูงใจของคนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยในขั้นตอนนี้ ผู้ออกแบบบริการจำเป็นต้องทำความเข้าใจคนอื่น ๆ ให้มากที่สุด เท่าที่ข้อจำกัดด้านเวลาหรือแหล่งข้อมูลจะเอื้ออำนวย

2. กำหนดปัญหา (Define)
คือการตีความจากความเข้าใจคน ว่าอะไรคือโจทย์และความสำคัญของธุรกิจบริการของเรา และธุรกิจบริการของเรากำลังพยายามแก้ไขปัญหาอะไร หรือพยายามทำให้สิ่งใดดียิ่งขึ้น โดย Service Design อาจจะมีโจทย์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นโจทย์จากฝั่งหน้าฉาก เช่น การทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีขึ้น หรือโจทย์จากหลังฉาก เช่น พนักงาน ต้องทำงานหนัก เหนื่อย และมีภาระงานที่มาก ก็สามารถใช้ Service Design มาแก้ปัญหาหลังฉากได้ด้วยเช่นกัน

3. นึกคิด (Ideate)
เป็นขั้นตอนที่ผู้ออกแบบบริการจะต้องเริ่มพัฒนาแนวคิดการให้บริการ จากข้อมูลที่ได้จากขั้นตอน Empathize เพื่อไปตอบโจทย์ที่ได้จากขั้นตอน Define ซึ่งในขั้นตอนนี้เราสามารถที่จะคิดนอกกรอบการให้บริการเดิม ๆ ของธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่มีมาก่อนอยู่แล้วในตลาด ไม่ว่าจะใช้วิธีระดมสมอง หาไอเดียแย่ ๆ ที่เป็นไปได้ (Worst Possible Idea) แล้วมองมุมกลับเพื่อหาไอเดียดี ๆ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ ก็ได้

4. สร้างต้นแบบ (Prototype)
คือการสร้างแบบจำลองหรือบริการทดลองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบแนวทางว่าไอเดียของเราสามารถแก้ไขปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวคิดจากขั้นตอนที่ 3 โดยอาจใช้หลักการ MVP, MAP หรือ SLC ที่เราเคยนำเสนอไปแล้วก็ได้

5. ทดสอบ (Test)
เป็นการทดลองการบริการที่ผ่านการทดลอง Prototype มาแล้วกับสถานการณ์จริง เพื่อนำไปปรับปรุงการให้บริการต่อไป

ทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นจะต้องทำโดยเรียงลำดับก่อนหลังเสมอไป ผู้ออกแบบบริการอาจจะทำงานแบบขนานกันไปก็ได้ เช่น มีหลายโจทย์แล้วต้องใช้หลายโซลูชั่น หรือจะพัฒนาโซลูชั่นเดียวเพื่อตอบหลายโจทย์พร้อมกันก็ได้เช่นกัน

----------------------------------------
ตัวอย่างของ Service Design
----------------------------------------
รอบตัวเรามีธุรกิจหลายแห่งที่นำ Service Design ไปใช้ในการทำให้บริการดียิ่งขึ้น หรือนำไปช่วยแก้ไขปัญหาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ร้าน McDonald หรือ food chain ต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการซื้อเร็วกินเร็วได้ด้วยบริการ Drive through ที่ลดระยะเวลาการรออาหารเหลือเพียง 30 วินาที หรือการลดความคับคั่งของการต่อแถวรอสั่งอาหารด้วยตู้คีออส (Kiosk)

อีกธุรกิจอาหารที่มีความน่าสนใจในด้าน Service Design ก็คือร้านขายแซนวิช Subway ที่ออกแบบ Flow ในการสั่งแซนวิชแต่ละชิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจังหวะการตอบโต้ระหว่างพนักงานกับลูกค้าได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การเลือกไส้ นำไปอบ เลือกผัก เลือกซอส แล้วชำระเงิน รวมถึงสามารถเพิ่มพนักงานเข้าไปได้หากต้องการความเร็วเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าใครรับประทาน Subway ครั้งหน้า อย่าลืมสังเกตขั้นตอนเหล่านี้ให้ดี ๆ นะครับ

---------
สรุป
---------
การเปิดตัวธุรกิจบริการแต่ละแห่งล้วนมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องไม่เหมือนกัน ทั้งเรื่องสถานที่ ประชากร ภูมิศาสตร์ ดินฟ้าอากาศ มุมมองของผู้คน ความสามารถในการจับจ่าย ความอดทนในการรอ ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจบริการจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ จะออนไลน์หรือออฟไลน์ การทำความเข้าใจปัญหาหรือความต้องการของคนล้วนมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจบริการของเราสามารถตอบโจทย์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่ม และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้นอย่างยิ่ง

ที่มา
https://www.nngroup.com/articles/service-design-101/
https://www.interaction-design.org/literature/article/5-stages-in-the-design-thinking-process

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WebShop Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง WebShop Thailand:

แชร์