MR.DinoDigger เรื่องราวของเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ กลับมาเล่าใหม่ มาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปด้วยกันกับ เคน MR.DinoDigger

รอดจาก หยู่ไทแรนนัส ที่จีนมาแล้ว วันนี้มาร่วมงาน PYC3 ที่พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน จ. นครราชสีมาครับ แฮร่!!!
04/04/2026

รอดจาก หยู่ไทแรนนัส ที่จีนมาแล้ว วันนี้มาร่วมงาน PYC3 ที่พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน จ. นครราชสีมาครับ แฮร่!!!

ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ !!!!!
01/04/2026

ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ !!!!!

มาแล้วไดโนเสาร์ไทยตัวที่ 14 นั่นคือ
ซะเมื่อไหร่ 🫠🫠🫠
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเดือนใหม่เดือนเมษามีโชคมีลาภเดินทางปลอดภัยครับ

เชื่อว่าหลายๆท่านก็คงเคยคิดแบบนี้ครับ 5555555 เอาจริงๆพอยิ่งรู้เยอะขึ้นเรื่อยๆตามหลักบรรพชีวินแล้วนกก็คือไดโนเสาร์กลุ่มห...
30/03/2026

เชื่อว่าหลายๆท่านก็คงเคยคิดแบบนี้ครับ 5555555 เอาจริงๆพอยิ่งรู้เยอะขึ้นเรื่อยๆตามหลักบรรพชีวินแล้วนกก็คือไดโนเสาร์กลุ่มหนึ่ง แสดงว่าจริงๆแล้วมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์ยุคหิน ก็เคยใช้ชีวิตร่วมกับนก(ไดโนเสาร์)จริงๆ (และมนุษย์ปัจจุบันก็เช่นกัน😆) ฉะนั้นประโยคสุดคลาสสิกที่กล่าวว่า "มนุษย์ถ้ำเคยอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์" นั้นจะกลับกลายเป็นจริงขึ้นมาทันที!

[ Masripithecus ลิงเอปแรกเริ่มสายพันธุ์ที่อาจ "พลิกมุมมองวิวัฒนาการต้นกำเนิด โฮมินอยด์" ]การค้นพบฟอสซิลของลิงไม่มีหางยุค...
29/03/2026

[ Masripithecus ลิงเอปแรกเริ่มสายพันธุ์ที่อาจ "พลิกมุมมองวิวัฒนาการต้นกำเนิด โฮมินอยด์" ]

การค้นพบฟอสซิลของลิงไม่มีหางยุคแรกนั้นส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่ในบริเวณแอฟริกาตะวันออก (East Africa) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางฟอสซิลสูง จนทำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ศึกษาอันสำคัญของสายวิวัฒนาการยุคแรกของโฮมินอยด์ (Hominoid) ที่เป็นกลุ่มต้นตระกูลใหญ่ซึ่งรวมวงศ์โฮมินิด (วงศ์ของมนุษย์เรา) อยู่ด้วย ในขณะที่ภูมิภาคอื่นในแอฟริกากลับถูกสำรวจน้อยกว่า เช่น แหล่งฟอสซิลอายุทางธรณีกาลเท่ากันจากแอฟริกาเหนือ (North Africa) นั้นพบเพียงลิงมีหางโลกเก่า (cercopithecoid monkeys) เท่านั้น ทำให้องค์ความรู้ด้านวิวัฒนาการของโฮมินอยด์ในภูมิภาคอื่นๆของทวีปแอฟริกามีค่อนข้างน้อยเนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนั้นงานวิจัยใหม่จึงตั้งคำถามว่า “การมุ่งเน้นศึกษาเจาะไปที่แอฟริกาตะวันออกเพียงอย่างเดียว จะส่งอิทธิพลต่อมุมมองของเราเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของวิวัฒนาการลิงไม่มีหางหรือไม่?”

ในการศึกษาใหม่ที่ตั้งคำถามดังกล่าว ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Science โดยทีมนักวิจัยนานาชาติจากศูนย์บรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลัง มหาวิทยาลัยมานซูรา (อียิปต์) และมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐอเมริกา) ได้ค้นพบและตั้งชื่อลิงไม่มีหาง หรือเอป (ape) ชนิดใหม่ “มัสริพิธิคัส โมกราเอนซิส (Masripithecus moghraensis)” ที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 17–18 ล้านปีก่อน ในสมัยไมโอซีนตอนต้น ซากฟอสซิลนี้ถูกค้นพบจากแหล่งฟอสซิลวาดีโมกรา ทางตอนเหนือของอียิปต์ และถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ช่วยยืนยันได้ว่าลิงไม่มีหางได้มีชีวิตอยู่ในแอฟริกาเหนืออย่างแท้จริง !

ชื่อสกุล Masripithecus มาจากคำว่า “Masr” (مصر) ซึ่งเป็นภาษาอาหรับแปลว่าอียิปต์ รวมกับคำภาษากรีกว่า “píthēkos” ที่แปลว่าลิง ส่วนชื่อ specific epithet “moghraensis” ตั้งตามวาดีโมกรา ซึ่งเป็นแหล่งฟอสซิลสำคัญในอียิปต์ตอนเหนือ ที่ซึ่งมีการค้นพบซากนี้จากการทำงานภาคสนามของทีมวิจัยในปี 2023 และ 2024 การค้นพบนี้ไม่เพียงขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของลิงแรกเริ่ม แต่ยังทำให้อียิปต์และภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวมกลายเป็นศูนย์กลางของช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญในวิวัฒนาการที่นำไปสู่ลิงไม่มีหางยุคใหม่ (modern apes) กล่าวง่ายๆคือ ในสายวิวัฒนาการของโฮมินอยด์ ได้มีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่หายไป และแอฟริกาเหนือก็คือชิ้นส่วนที่ขาดหายไปนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ แหล่งฟอสซิลสมัยไมโอซีนตอนต้นในแอฟริกาเหนือเคยมีการค้นพบเพียงฟอสซิลของลิงมีหาง (monkeys) แต่ไม่เคยพบลิงไม่มีหาง (apes) เลย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าลิงไม่มีหางยุคแรกและญาติใกล้ชิดของมันน่าจะอาศัยอยู่ในแอฟริกาตอนใต้เป็นหลักในช่วงเวลานั้น แม้ว่าต่อมาจะมีการค้นพบฟอสซิลลิงไม่มีหางที่มีอายุทางธรณีกาลน้อยกว่าไมโอซีนตอนต้นในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป แต่ความสัมพันธ์และแหล่งกำเนิดที่เก่าแก่ทางชีวภูมิศาสตร์ของพวกมันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ อย่างไรก็ตาม การค้นพบ Masripithecus ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่าองค์ความรู้ทางสายวิวัฒนาการของโฮมินอยด์เดิมที่เราเคยเชื่อกันนั้นอาจเกิดจาก “จำนวนฟอสซิลที่ไม่สมดุล (uneven fossil record)” ซึ่งอาจสะท้อนทั้งการสำรวจที่กระจุกตัวแค่ในบางภูมิภาค และความแตกต่างในการคงสภาพของซากดึกดำบรรพ์ (preservation bias) ทำให้บางพื้นที่ได้รับการสำรวจมากกว่าพื้นที่อื่นๆ หรือบางพื้นที่มีฟอสซิลที่สภาพสมบูรณ์กว่าที่อื่นๆ ดังนั้นการศึกษาเจาะเพียงพื้นที่เดียวอาจเคยทำให้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับต้นกำเนิดของกลุ่ม Hominoidea คลาดเคลื่อนไปได้

ฉะนั้นการค้นพบ Masripithecus ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าลิงไม่มีหางมีอยู่ในแอฟริกาเหนือในช่วงเวลานั้น แต่ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่ามันมีลักษณะที่แตกต่างจากชนิดอื่นๆที่มีอายุใกล้เคียงกันในแอฟริกาตะวันออกอย่างชัดเจนแม้ว่าฟอสซิลที่ค้นพบจะมีเพียงกระดูกขากรรไกรล่างก็ตาม แต่ตัวอย่างนี้ได้แสดงลักษณะเฉพาะที่ไม่พบในลิงไม่มีหางชนิดอื่นในช่วงเวลาเดียวกันเพียงพอจะจัดตั้งเป็นชนิดใหม่ เช่น ฟันเขี้ยว (canine) และฟันกรามน้อย (premolar) ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ, ฟันกราม (molar) ที่มีผิวบดเคี้ยว (chewing surface) โค้งมนและมีพื้นผิว (texture) ขรุขระเด่นชัด, รวมถึงขากรรไกรที่หนา (robust) แข็งแรงเป็นพิเศษ

เมื่อพิจารณาข้อมูลร่วมกัน ลักษณะเหล่านี้บ่งชี้ว่า Masripithecus มีความสามารถในการปรับตัวสูง งานวิจัยนี้ยังได้ตีความว่ากายวิภาคของการเคี้ยวของมันเป็นหลักฐานของการกินอาหารที่หลากหลาย โดยเน้นผลไม้เป็นหลัก แต่ก็สามารถกินอาหารแข็งอย่างถั่วหรือเมล็ดพืชได้เมื่อจำเป็น ความยืดหยุ่นทางการกินนี้น่าจะช่วยให้มันอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงของแอฟริกาเหนือ

อย่างไรก็ตาม กายวิภาคเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เรื่องทั้งหมด ด้วยใช้วิธีการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการแบบเบย์เซียน (Bayesian methods) ทีมวิจัยได้รวบรวมและศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลกายวิภาคร่วมกับข้อมูลทาง DNA จากลิงปัจจุบันที่ยังมีชีวิตและลิงที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ผสมผสานกับอายุทางธรณีวิทยาของฟอสซิลลิงโบราณ เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และช่วงเวลาที่สายพันธุ์ต่างๆเริ่มวิวัฒนาการแยกออกจากกัน ผลการวิเคราะห์พบว่า Masripithecus เป็นโฮมินอยด์มีความใกล้ชิดกับลิงไม่มีหางที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน (crown hominoids) มากกว่าสายพันธุ์ใดๆ ที่เคยค้นพบจากสมัยไมโอซีนตอนต้นในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างทั้งในเชิงสายวิวัฒนาการและการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของวิวัฒนาการในกลุ่มลิงไม่มีหางดั้งเดิม (stem hominoids)

การวิเคราะห์ทางชีวภูมิศาสตร์เพิ่มเติมยังชี้ว่า แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางน่าจะเป็นถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษร่วมของลิงไม่มีหางทั้งหมดในปัจจุบัน (ซึ่งคาดว่าเคยมีชีวิตอยู่ในสมัยไมโอซีนตอนต้น) โดยในช่วงเวลานั้นแผ่นเปลือกโลกแอฟริกาและอาราเบียกำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปทางเหนือชนกับเอเชีย ทำให้ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้น้ำซึ่งสิ่งกีดขวางทางการกระจายตัวของสัตว์ลดลงจนหายไป ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเส้นทางผ่านตามธรรมชาติสำหรับการเดินทางข้ามทวีปของเหล่าสรรพสัตว์ จึงทำให้พื้นที่แอฟริกาและอาราเบียมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาการกระจายตัวของสัตว์ดึกดำบรรพ์รวมถึงโฮมินอยด์นั่นเอง

ในงานวิจัยนี้ Masripithecus จึงเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างฟอสซิลในแอฟริกาและยูเรเชียที่ก่อนหน้านี้ดูจะแยกขาดออกจากกัน แสดงให้เห็นว่าลิงไม่มีหางได้เริ่มกระจายความหลากหลายในพื้นที่นี้เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะขยายไปยังยุโรปและเอเชียทันทีที่มีการเชื่อมต่อของแผ่นดินเกิดขึ้น นอกจากนี้ Masripithecus ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มลิงไม่มีหางสมัยใหม่ (crown Hominoidea) อาจมีต้นกำเนิดในช่วงสมัยไมโอซีนตอนต้น ในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟโฟร-อาราเบีย ซึ่งยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง แทนที่จะเป็นแอฟริกาตะวันออกหรือยูเรเชียดังที่เคยเชื่อกัน

Reference:
Shorouq F. Al-Ashqar et al., An Early Miocene ape from the biogeographic crossroads of African and Eurasian Hominoidea. Science391,1383-1386(2026).

ว่าจะไปหา(ฟอสซิล)ไดโนเสาร์จีน ไหงทำไมได้เจอตัวจริงซะได้ 😂
26/03/2026

ว่าจะไปหา(ฟอสซิล)ไดโนเสาร์จีน ไหงทำไมได้เจอตัวจริงซะได้ 😂

ช่วงนี้ MR.DinoDigger ไปทริปที่จีน แต่อยู่ ๆ ก็ดันติดต่อไม่ได้ซะงั้น ไม่รู้หายไปไหน เห็นทิ้งท้ายอยากไปหาไดโนเสาร์ 🤣🤣
หมวดหินยี่เซียน (Yixian Formation) มีอายุราว 125 ล้านปีก่อน สถานที่แห่งนี้มีภูมิอากาศแบบเขตอบอุ่น และมีฤดูหนาวที่ค่อนข้างหนาวเป็นพิเศษ โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 10°C
ยี่เซียน ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของพืชจากหลักฐานจำพวกไม้กลายเป็นหินและหลักฐานวงปีไม้ พืชหลักในบริเวณนี้คือ พวกสน (conifers) ที่ใกล้เคียงกับชนิดที่พบในป่าบนพื้นที่สูงของเขตกึ่งร้อนและเขตอบอุ่นในปัจจุบัน การพบเฟิร์น ปรง และหญ้าถอดปล้อง และหลักฐานวงปีไม้กลายเป็นหินแสดงให้เห็นว่าความชื้นและปริมาณน้ำลดลงเป็นช่วง ๆ หมายความว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้ชื้นตลอดเวลา แต่ก็มีฤดูแล้ง แทรกเข้ามาเป็นช่วง ๆ

[ ทำไมการจำลองผิวหนังของ ทีเร็กซ์ จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด ] การค้นพบไดโนเสาร์มีขนในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาได้จุดประกายคำ...
24/03/2026

[ ทำไมการจำลองผิวหนังของ ทีเร็กซ์ จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด ]

การค้นพบไดโนเสาร์มีขนในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาได้จุดประกายคำถามสำคัญว่า Tyrannosaurus rex หรือ ทีเร็กซ์ ราชันแห่งไดโนเสาร์นักล่าจะมีขนปกคลุมร่างกายหรือไม่ และถ้ามี จะมีมากน้อยเพียงใดกันแน่?

จุดเริ่มต้นของประเด็นนี้มาจากการค้นพบไทแรนโนซอรอยด์ขนาดเล็กอย่าง Dilong paradoxus จากประเทศจีนในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งพบขนโครงสร้างเส้นใย (filament) ที่ตีความว่าเป็นต้นกำเนิดของขนอยู่ตามลำตัว ทำให้นักวิจัยเสนอว่าไทแรนโนซอรอยด์ยุคแรกอาจมีขนเพื่อช่วยรักษาความอบอุ่น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีฟอสซิลของไทแรนโนซอริดขนาดใหญ่ที่แสดงรอยประทับผิวหนังเป็นเกล็ด จึงเกิดสมมติฐานว่าเมื่อร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้น ขนอาจลดลงหรือหายไปเพราะไม่จำเป็นต่อการเก็บความร้อน แต่สมมติฐานนี้ถูกตั้งคำถามอีกครั้งเมื่อมีการค้นพบ Yutyrannus huali จากประเทศจีนอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นไทแรนโนซอรอยด์ขนาดใหญ่ มีความยาวถึง 9 เมตร ที่ยังคงมีขนเส้นเดี่ยวปกคลุมร่างกายทั่วทั้งตัว และมีความยาวเส้นขนได้ถึงเส้นละ 11 เซนติเมตรเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าขนาดตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ข้อกังขาเรื่องขนไปเสียทั้งหมดครับ

ในเวลาต่อมา งานวิจัยปี ค.ศ. 2017 ได้ศึกษารอยพิมพ์ผิวหนังของไทแรนโนซอริดโดยรวม รวมถึงตัวอย่างของ ทีเร็กซ์ ที่มีชื่อเล่นว่า “Wyrex” โดยพบว่าในหลายบริเวณ เช่น หาง สะโพก และลำคอ มีลักษณะเป็นเกล็ดขนาดเล็กจิ๋วเรียงตัวแบบโมเสกอิก (mosaic) จึงเกิดเป็นข่าวดังขึ้นมาว่าหรือจริงๆแล้ว ทีเร็กซ์ อาจกลับมามีเกล็ดตามลำตัวอีกครั้งดังแนวคิดเดิม?

อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้กลับเต็มไปด้วยคำถามมากมาย และไม่เพียงพอที่จะสรุปได้อย่างมั่นใจเลยครับ เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของตัวอย่าง จึงเกิดข้อจำกัดต่อการตีความมากมาย ได้แก่

1. รอยประทับผิวหนัง ทีเร็กซ์ ที่พบ มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือในแต่ละจุด และครอบคลุมเพียงบางส่วนของร่างกายเท่านั้น ด้วยหลักฐานแผ่นขนาดเล็กเท่ามือคนเพียงไม่กี่ชิ้นจึงไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าไดโนเสาร์ที่มีลำตัวยาวถึง 12 เมตรอย่าง ทีเร็กซ์ จะมีเกล็ดแบบเดียวทั้งตัวจริงหรือ?

2. ตัวอย่างรอยประทับที่จำกัด ทำให้ทีมนักวิจัย Bell et al. (2017) เสนอว่าหาก ทีเร็กซ์ ยังมีโอกาสมีบริเวณที่เป็นขนได้ โดยขนเหล่านั้นก็น่าจะมีเพียงปริมาณเล็กน้อย (คล้ายกับช้าง) และจำกัดอยู่บริเวณด้านบนของลำตัว (dorsum) เพราะส่วนร่างกายเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานรอยประทับมายืนยัน จึงมีโอกาสเป็นเกล็ดหรือขนก็ได้เท่าๆกัน (บริเวณดังกล่าว ได้แก่ สันหลังหรือช่วงคอด้านบน)

3. ขนเป็นยีนที่หลงเหลือมาจากบรรพบุรุษ ไม่สามารถหายไปได้โดยง่าย บางครั้งขนสามารถเกิดร่วมกับเกล็ดได้ ไม่ได้แยกขาดจากกันเสมอไป เช่นในไดโนเสาร์สกุล Kulindadromeus ที่มีทั้งขนที่ลำตัวแต่มีหางเป็นเกล็ด และปรากฎการณ์นี้ยังสามารถสังเกตได้ในขาของนกบางชนิด เช่น นกแสก อีกด้วย

ดังนั้น ตามหลักฐานปัจจุบัน ภาพรวมของ ทีเร็กซ์ คืออาจจะเป็นไดโนเสาร์ที่มีลำตัวส่วนใหญ่เป็นเกล็ดและขนแซมอยู่บางส่วน โดยเฉพาะบริเวณด้านบนของร่างกาย แบบในสารคดี Prehistoric Planet แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานล่าสุดตามข้อจำกัดของหลักฐานที่ยังมีไม่มากพอ นี่จึงไม่ใช่การยืนยันอย่างมั่นใจแต่อย่างใด เพราะเราไม่อาจทราบปริมาณขนหรือเกล็ดที่แท้จริงจากหลักฐานเพียงหยิบมือได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจำลองหน้าตาของมันขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีตัวแปรที่เราไม่ทราบเต็มไปหมด ดังนั้น คำตอบสุดท้ายเกี่ยวกับขนของ ทีเร็กซ์ ก็ยังคงต้องรอการค้นพบหลักฐานที่สมบูรณ์ใหม่ๆในอนาคตต่อไปนั่นเองครับ

References

Xu, X., Norell, M. A., Kuang, X., Wang, X., Zhao, Q., & Jia, C. (2004). Basal tyrannosauroids from China and evidence for protofeathers in tyrannosauroids. Nature, 431(7009), 680-684.

Xu, X., Wang, K., Zhang, K., Ma, Q., Xing, L., Sullivan, C., ... & Wang, S. (2012). A gigantic feathered dinosaur from the Lower Cretaceous of China. Nature, 484(7392), 92-95.

Bell, P. R., Campione, N. E., Persons, W. S., Currie, P. J., Larson, P. L., Tanke, D. H., & Bakker, R. T. (2017). Tyrannosauroid integument reveals conflicting patterns of gigantism and feather evolution. Biology letters, 13(6).

Cincotta, A., Pestchevitskaya, E. B., Sinitsa, S. M., Markevich, V. S., Debaille, V., Reshetova, S. A., ... & Godefroit, P. (2019). The rise of feathered dinosaurs: Kulindadromeus zabaikalicus, the oldest dinosaur with ‘feather-like’structures. PeerJ, 7, e6239.

23/03/2026

แวะมาแชร์ครับ ยินดีกับทีมนักวิจัยและทีมสารคดีด้วยนะครับ

#อินโดซิโนซูคัส

[ ทำไมนักบรรพชีวินวิทยาจึงรู้ว่าไดโนเสาร์ไม่เดินลากหาง? 🦖 ]หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพไดโนเสาร์ที่เดิน “ลากหาง” ไปกับพื้น จาก...
19/03/2026

[ ทำไมนักบรรพชีวินวิทยาจึงรู้ว่าไดโนเสาร์ไม่เดินลากหาง? 🦖 ]

หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพไดโนเสาร์ที่เดิน “ลากหาง” ไปกับพื้น จากงานภาพวาดหรือภาพยนตร์ยุคเก่า (โดยเฉพาะผลงานที่มีอายุกว่า 30 ปีขึ้นไป) ซึ่งสะท้อนความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตที่ยังมีข้อมูลจำกัดในเวลานั้น แนวคิดนี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมมายาวนาน ถึงขั้นที่ภาพยนตร์อย่าง Godzilla (1954) ได้นำท่าทางการเดินหางลากพื้นคล้ายจิงโจ้ของ ทีเร็กซ์ หรือ Tyrannosaurus rex ในยุค 1950s มาเป็นต้นแบบของดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของมันเลยทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคปัจจุบัน นักบรรพชีวินวิทยาจึงสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า ไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด รวมถึงไดโนเสาร์ทั้งหมด ไม่ได้เดินลากหางแต่อย่างใด โดยมีหลักฐานสำคัญดังนี้

1.🐾 หลักฐานจากแนวรอยตีนไดโนเสาร์
จากรอยตีนไดโนเสาร์ที่พบมาทั้งหมดทั่วโลกกว่า 100 ปีที่ผ่านมานั้น มีเฉพาะรอยนิ้วและ/หรือฝ่าตีนเท่านั้น โดยไม่มีรอยอื่นเลย ไม่มีร่องรอยลากหางตรงกลางแนวทางเดินเลย แปลว่าหางของพวกมันไม่ได้แตะพื้นเหมือนกับจระเข้หรือกิ้งก่า ที่มักพบรอยลากหางร่วมกับรอยตีน

2. ⚖️ หลักฐานทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics)
การวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าหางของไดโนเสาร์ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงสมดุล ช่วยรักษาสมดุลระหว่างส่วนหัว คอ และลำตัว เสมือนคานที่ทำให้การเคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพ หากหางลากพื้นจะรบกวนสมดุลและลดความคล่องตัวอย่างมาก

3. 🦴 กายวิภาคของหางไดโนเสาร์
ไดโนเสาร์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะเทอโรพอดกลุ่มแรพเตอร์ที่มีเส้นเชื่อม (caudal rods) และออร์นิโธพอดมีกระดูกหางที่ถูกเสริมความแข็งแรงด้วยเส้นเอ็นที่กลายเป็นกระดูก (ossified tendons) ทำให้หางมีลักษณะค่อนข้างแข็งและเคลื่อนไหวได้จำกัด ไม่ค่อยยืดหยุ่น (ยกเว้นกลุ่มซอโรพอดที่หางเรียวงอได้เหมือนแส้) บางชนิดยังมีกระดูกเชฟรอน (chevron) ที่ยาว เพราะฉะนั้นถ้าหากไดโนเสาร์ถูกบังคับให้หางของมันเองลากไปกับพื้น กระดูกหางของมันจะหัก!

4. 💪 กล้ามเนื้อหาง
หางของไดโนเสาร์มีส่วนสำคัญต่อการเคลื่อนไหวอย่างมาก โดยจากการเปรียบเทียบกับหางสัตว์เลื้อยคลานปัจจุบันอย่าง จระเข้ พบว่า กล้ามเนื้อหางจำนวนมาก เช่น M. caudofemoralis longus จะทำหน้าที่ยึดเกาะกับกระดูกต้นขา (femur) ทำให้หางเป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการเดิน การบีบ-หดตัวและโบกสะพัดของหางจะช่วยดึงกระดูกต้นขาให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อให้เดินได้ในที่สุด ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้นั้น หางจะต้องอยู่ในแนวขนานกับพื้นโลก ไม่ใช่ลากไปกับพื้น

5. 🐦 ไดโนเสาร์ในปัจจุบัน (นก)
นก ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ในปัจจบุัน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเปรียบเทียบเชิงพฤติกรรมและการเคลื่อนไหว การศึกษาการทรงตัวและการเคลื่อนที่ของนกในปัจจุบันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างแบบจำลองการเคลื่อนไหวของเทอโรพอด (อย่าง ไทแรนโนซอรัส) ได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้นภาพจำของไดโนเสาร์ที่เดินลากหางเป็นตัวอย่างชัดเจนขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามหลักฐานการค้นพบใหม่ๆครับ บรรพชีวินวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีพัฒนาและอัพเดทอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการค้นพบฟอสซิลใหม่ๆเพิ่มเติมและเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ก้าวหน้าขึ้น รวมถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ จะทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในอดีตก็ยิ่งใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น และบางครั้งก็สามารถ “ลบภาพจำเดิม” ที่เคยเชื่อไปอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะครับ

References:

Organ, C. L. (2006). Biomechanics of ossified tendons in ornithopod dinosaurs. Paleobiology, 32(4), 652-665.

Persons IV, W. S., & Currie, P. J. (2011). The tail of Tyrannosaurus: reassessing the size and locomotive importance of the M. caudofemoralis in non‐avian theropods. The Anatomical Record: Advances in Integrative Anatomy and Evolutionary Biology, 294(1), 119-131.

PERSONS IV, W. S., & Currie, P. J. (2012). Dragon tails: convergent caudal morphology in winged archosaurs. Acta Geologica Sinica‐English Edition, 86(6), 1402-1412.

[ 🐚 แอมโมไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก? ยักษ์แห่งท้องทะเลโบราณจากเยอรมนี ]นี่คือภาพถ่ายจากช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของฟอสซิลหอยแอ...
15/03/2026

[ 🐚 แอมโมไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก? ยักษ์แห่งท้องทะเลโบราณจากเยอรมนี ]

นี่คือภาพถ่ายจากช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของฟอสซิลหอยแอมโมไนต์สกุล "พาราพูโซเซีย เซพเพนราเดนซิส (Parapuzosia seppenradensis)" ซึ่งถูกค้นพบในประเทศเยอรมนี มีอายุอยู่ในสมัย Campanian ปลายยุคครีเทเชียส (อาศัยอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์) และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแอมโมไนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา

ในอดีต นักวิจัยสันนิษฐานว่าเปลือกของแอมโมไนต์ตัวอย่างนี้อาจยังคงไม่สมบูรณ์ มีส่วนที่ผุพังหรือสลายหายไปบ้าง จึงมีการต่อเติมส่วนกระดองตามขนาดที่คาดการณ์ไว้ ทำให้มีการประเมินเส้นผ่านศูนย์กลางไว้สูงถึงประมาณ 2.55 เมตร

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในปี ค.ศ. 2021 ได้คำนวณขนาดกระดองใหม่ โดยประเมินว่าเส้นผ่านศูนย์กลางที่เป็นไปได้อาจอยู่ที่ราว 2 เมตร จากนั้นการศึกษาในปี ค.ศ. 2025 ก็ยังได้ประมาณน้ำหนักของมันไว้สูงถึงราว 400 กิโลกรัม ส่งผลให้ พาราพูโซเซีย ถูกจัดเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เซฟาโลพอด (Cephalopoda) ที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่มีมาเลยทีเดียว

สิ่งมีชีวิตทะเลยุคดึกดำบรรพ์ชนิดนี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและขนาดอันน่าทึ่งของสัตว์ทะเลในอดีต เมื่อครั้งไดโนเสาร์ครองโลก 🦑🌍

References:
Ifrim, C., Stinnesbeck, W., González González, A. H., Schorndorf, N., & Gale, A. S. (2021). Ontogeny, evolution and palaeogeographic distribution of the world’s largest ammonite Parapuzosia (P.) seppenradensis (Landois, 1895). PLoS One, 16(11), e0258510.

Klug, C., Fuchs, D., Pohle, A., Korn, D., De Baets, K., Hoffmann, R., ... & Ward, P. D. (2025). Cephalopod body size and macroecology through deep time. Scientific Reports, 15(1), 30736.

[ NBC เปิดตัวภาพแรก “Surviving Earth” ซีรีส์ภัยพิบัติโลกยุคดึกดำบรรพ์ เตรียมฉาย 4 มิ.ย. นี้ ]หลังจากซีรีส์เกี่ยวกับไดโนเ...
14/03/2026

[ NBC เปิดตัวภาพแรก “Surviving Earth” ซีรีส์ภัยพิบัติโลกยุคดึกดำบรรพ์ เตรียมฉาย 4 มิ.ย. นี้ ]

หลังจากซีรีส์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ของ Netflix อย่าง The Dinosaurs ได่ฉายไปเมื่อเร็วๆนี้แล้ว ล่าสุดช่อง NBC ก็กำลังจะมีซีรีส์เกี่ยวกับภัยพิบัติยุคก่อนประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ที่น่าจับตามองเช่นกัน และในที่สุดทางช่องก็ได้เปิดเผยเซตภาพเซตแรกสุดอลังการของซีรีส์ "Surviving Earth" มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โดยเมื่อปีที่แล้ว NBC ได้พาผู้ชมสำรวจโลกธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับมนุษย์ผ่านซีรีส์ The Americas แต่ครั้งนี้พวกเขาจะพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปไกลยิ่งกว่าเดิม เพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางระบบนิเวศที่เคยเกิดขึ้นบนโลก ก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิด

ทางเว็บไซต์ Collider ได้เผยเซตภาพแรกจำนวน 6 ภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง NBC วันที่ 4 มิถุนายน และจะสตรีมทาง Peacock ในวันถัดไป

ภาพที่ปล่อยออกมาแสดงให้เห็นโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์หลากหลายช่วงเวลา และภัยพิบัติที่ทำลายสิ่งมีชีวิตในยุคนั้น เช่น

1. ปลายุคดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง (อาจเป็น Sacabambaspis) ซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทะเลจำนวนมากที่สูญพันธุ์ไปก่อนยุคไดโนเสาร์

2. Dimetrodon สิ่งมีชีวิตหลังครีบขนาดใหญ่บนหลัง ที่สูญพันธุ์ไปในเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ช่วงปลายยุคเพอร์เมียน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สูญพันธุ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และเปิดทางให้ไดโนเสาร์ขึ้นครองผืนดิน

3. Dicynodont (อาจเป็นชนิด Ischigualastia) สัตว์เลื้อยคลานกึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีจะงอยปากโดดเด่น

4. สัตว์เลื้อยคลานทะเลขนาดยักษ์ (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ไดโนเสาร์) ที่ครองมหาสมุทรในยุคมีโซโซอิก ก่อนที่ภัยพิบัติจากอวกาศจะยุติการครองโลกของพวกมัน

5. ในช่วงเวลาที่ใกล้ปัจจุบันมากขึ้น ซีรีส์ยังนำเสนอสัตว์ในยุคหลังการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ เช่น ลูกช้างยุคดึกดำบรรพ์ และ

6. เสือเขี้ยวดาบ (Sabre-toothed cat) ซึ่งอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็งก่อนที่มนุษย์จะรุ่งเรืองบนโลก โดยได้มีนักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่าสัตว์ขนาดใหญ่จำนวนมากในอดีต (megafauna) อาจถูกมนุษย์ยุคแรกล่า จนทำให้พวกมันสูญพันธุ์

************************

เรารู้อะไรเกี่ยวกับ Surviving Earth บ้าง?

ซีรีส์ Surviving Earth จะมีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง เป็นผลงานร่วมสร้างของ Universal Television และ Loud Minds

ซึ่งบริษัท Loud Minds ดังกล่าวนำโดย Tim Haines ผู้สร้างซีรีส์สารคดีไดโนเสาร์ชื่อดัง Walking with Dinosaurs (1999) ที่เคยเป็นสารคดีที่เป็นรุ่นบุกเบิกการผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์แอนิเมชั่นขั้นสูงกับภาพสถานที่จริง จนกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของสารคดีโลกดึกดำบรรพ์ในปัจจุบัน ซึ่งรูปแบบการทำสารคดีแบบนี้ต่อมาถูกใช้ในผลงานยุคใหม่อย่าง Prehistoric Planet และซีรีส์ไดโนเสาร์ของ Netflix นั่นเอง

ด้านงาน CGI ครั้งนี้ผลิตโดย Milk VFX ผู้เคยฝากผลงานด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์มาแล้ว อย่าง Ice Age Giants (2013), David Attenborough's Natural History Museum Alive (2014) และ Dinosaurs in the Wild (2017–2018) ซึ่งเรื่องล่าสุดนี้เองที่ทำให้ Milk ได้ร่วมงานกับ Tim Haines

Surviving Earth จะพาผู้ชมย้อนดูเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์โลก พร้อมนำเสนอสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยถูกนำเสนอมาก่อน และสำรวจว่า ชีวิตบนโลกเกือบถูกทำลายจนหมดสิ้นอย่างไร และมันฟื้นตัวกลับมาได้อย่างไรหลังจากการทำลายล้างครั้งใหญ่และยังเป็นโปรเจกต์รายการที่ไม่ใช่ละครที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ NBC

⏱️Surviving Earth จะออกอากาศทาง NBC ในวันที่ 4 มิถุนายน และจะสตรีมบน Peacock ในวันถัดไป

[ พบแล้ว “นักล่าป้าลูซี” จระเข้ยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ที่อาจล่าบรรพบุรุษมนุษย์เมื่อ 3 ล้านปีก่อน 🐊 ]กว่า 3 ล้านปีก่อน เมื่อคร...
13/03/2026

[ พบแล้ว “นักล่าป้าลูซี” จระเข้ยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ที่อาจล่าบรรพบุรุษมนุษย์เมื่อ 3 ล้านปีก่อน 🐊 ]

กว่า 3 ล้านปีก่อน เมื่อครั้น ป้า ลูซี่ (Lucy) โฮมินินชนิด ออสตราโลพิธิคัส (Australopithecus) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ยังคงเดินอยู่บนโลก สภาพแวดล้อมของพวกเขานั้นเคยเต็มไปด้วยภัยอันตราย ในขณะที่กำลังใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินที่วันข้างหน้าจะเป็นที่รู้จักในนามแผ่นดินแอฟริกา พวกเขาน่าจะต้องหวาดกลัวนักล่าขนาดใหญ่ในน้ำชนิดหนึ่งที่มีปุ่มนูนเด่นอยู่บนหัว ที่มักจะซุ่มเงียบอยู่ในแม่น้ำและทะเลสาบเพื่อโจมตีเหยื่อที่เข้ามาใกล้กับแหล่งน้ำ

จากงานวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดยมหาวิทยาลัยไอโอวาประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งชื่อจระเข้โบราณชนิดใหม่ของโลกในงานวิจัยฉบับใหม่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ในวารสาร Journal of Systematic Palaeontology นักวิจัยได้อธิบายลักษณะของมันและตั้งชื่อว่า Crocodylus lucivenator หรือแปลว่า “จระเข้นักล่าลูซี่” (Lucy’s hunter) ชื่อนี้ดูจะเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะสัตว์เลื้อยคลานโบราณชนิดนี้มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 3.4 ล้านถึง 3 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาและพื้นที่เดียวกับที่ป้าลูซี่และเผ่าพันธุ์โฮมินินของเธอ (Australopithecus afarensis) เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศเอธิโอเปียนั่นเอง

จระเข้ชนิดที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่นี้มีความยาวประมาณ 3.6–4.6 เมตร และตัวเต็มวัยมีน้ำหนักระหว่าง 270–590 กิโลกรัม มันจึงเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่ครองตำแหน่งสูงสุดในระบบนิเวศเอธิโอเปียยุคนั้น และเป็นจระเข้เพียงชนิดเดียวที่พบในภูมิประเทศแห่งนี้อีกด้วย ในขณะที่ภูมิภาคข้างเคียงคือแหล่ง Kanapoi ในแอ่ง Turkana Basin กลับพบจระเข้ถึง 3 ชนิด ได้แก่ Crocodylus sp., C. anthropophagus, และ C. thorbjarnarsoni

โดย Crocodylus lucivenator มีขนาดตัวมหึมากว่าสิงโตและไฮยีนาเสียอีกและนับเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อบรรพบุรุษของมนุษย์เราที่อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงเวลานี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้จะไม่มีหลักฐานการจู่โจมโดยตรงอย่างร่องรอยการกัดบนกระดูกออสตราโลพิธิคัสถูกพบ แต่จากพฤติกรรมจระเข้ในปัจจุบันนักวิจัยแทบจะสรุปได้อย่างแน่นอนว่าจระเข้ชนิดนี้ย่อมเคยล่าโฮมินิน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของป้าลูซี่เป็นแน่ จึงเป็นที่มาของฉายา จระเข้นักล่าป้าลูซี่ ในชื่อชนิดของมันนั่นเอง

โดยฟอสซิลทั้งหมดของ Crocodylus lucivenator ถูกขุดค้นที่แหล่งโบราณคดี ฮาดาร์ (Hadar) ในภูมิภาค อาฟาร์ (Afar) ของประเทศเอธิโอเปีย พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญมานานหลายทศวรรษ และได้ให้หลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับอดีตของบรรพบุรุษมนุษย์ รวมถึงป้าลูซี่ด้วย พื้นที่ดังกล่าวยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1980

งานวิจัยนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญหลายประการขึ้นมา เช่น
1. ชั้นตะกอนที่มีอายุใกล้เคียงกันในภูมิภาค อาฟาร์ (Afar) นั้นมีการพบจระเข้เพียงชนิดเดียวเช่นกันหรือไม่?
2. ในชั้นหินที่เก่ากว่านั้นมีการพบจระเข้หลายสายพันธุ์หรือไม่?
3. และเหตุใดที่แหล่ง Hadar จึงพบจระเข้เพียงสายพันธุ์เดียว คือ C. lucievenator ในขณะที่แหล่ง Kanapoi ในแอ่ง Turkana Basin กลับพบถึงสามสายพันธุ์ ได้แก่ Crocodylus sp., C. anthropophagus, และ C. thorbjarnarsoni?

ปัจจุบันยังมีซากจระเข้ในวงศ์ Crocodylidae จากแอฟริกาตะวันออกอีกหลายชนิดที่ยังรอการศึกษาอธิบายอย่างเป็นทางการในคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และในขณะเดียวกัน การสำรวจภาคสนามที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องก็ยังคงค้นพบตัวอย่างใหม่ๆเพิ่มเติมอยู่เสมอ การนำข้อมูลของตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้มาศึกษาร่วมกัน อาจจะช่วยตอบคำถามต่างๆเหล่านี้ได้ และอาจช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงความหลากหลายและประวัติการวิวัฒนาการของจระเข้ในสถานที่ซึ่งได้รับการขนานว่าเป็น “แหล่งกำเนิดมนุษยชาติ” (Cradle of Humanity) ได้อีกด้วยนั่นเอง

Reference:
Brochu, C. A., Drumheller, S. K., Campisano, C., Tekle, G., Getachew, T., Head, J. J., … Leaphart, D. (2026). Lucy’s peril: A Pliocene crocodile from the Hadar Formation, north-eastern Ethiopia. Journal of Systematic Palaeontology, 24(1).

[ มาเมนชิซอรัส ในจักรวาล   🦕]จากโพสต์ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยเล่าถึง มาเมนชิซอรัส (Mamenchisaurus) ในมุมมองของสารคดีไปแล้ว คร...
13/03/2026

[ มาเมนชิซอรัส ในจักรวาล 🦕]

จากโพสต์ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยเล่าถึง มาเมนชิซอรัส (Mamenchisaurus) ในมุมมองของสารคดีไปแล้ว ครั้งนี้ผมเลยอยากพาทุกท่านมาดูบทบาทของมันในเวอร์ชันภาพยนตร์กันบ้างครับ

สำหรับครั้งแรกที่ไดโนเสาร์ชนิดนี้ปรากฏตัวบนจอเงิน (เท่าที่ผมมีข้อมูล) ก็คือในภาพยนตร์เรื่อง The Lost World: Jurassic Park ปี 1997 ซึ่งเป็นภาคต่อของ Jurassic Park โดยเหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นบนเกาะ Isla Sorna

ภายหลังจากพายุเฮอริเคน Clarissa พัดถล่มเกาะ Isla Sorna เหล่าไดโนเสาร์บนเกาะทั้งหมด รวมถึง มาเมนชิซอรัส ก็ต่างหลุดออกสู่ธรรมชาติ เนื่องจากพนักงานของบริษัท InGen ได้อพยพออกจากเกาะเพื่อหนีพายุดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเข้าช่วงเหตุการณ์ในหนัง ในช่วงที่ทีมนักล่าของ InGen กลับมาไล่จับไดโนเสาร์บนเกาะ ก็ได้มี มาเมนชิซอรัส สองตัวเดินออกมาจากป่าเข้าสู่ทุ่งโล่ง ร่วมเส้นทางกับเหล่าไดโนเสาร์กินพืชตัวอื่นๆที่กำลังแตกตื่น ทำให้ Peter Ludlow ถึงกับตะลึงกับขนาดมหึมาของพวกมันเลยทีเดียวครับ

แต่สำหรับฉากที่เป็นที่น่าจดจำที่สุดของ มาเมนชิซอรัส (และเป็นฉากที่ผมชอบที่สุดในหนังภาคนี้ด้วย) คือฉากที่นักล่าคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ลอดผ่านระหว่างขาของ มาเมนชิซอรัส ตัวหนึ่ง ซึ่งฉากนี้ก็ช่วยตอกย้ำให้คนดูเห็นถึงขนาดอันมโหฬารของไดโนเสาร์ยักษ์ชนิดนี้ครับ แม้จะมาสั้นๆไม่กี่วินาที แต่ มาเมนชิซอรัส ก็ได้สร้างความน่าตื่นเต้นให้คนดูไปมากโขเลย

ในแง่ของเบื้องหลังการสร้าง จริงๆแล้วไดโนเสาร์ตัวนี้เดิมทีททีมงานตั้งใจจะให้เป็นชนิด ไซส์โมซอรัส (Seismosaurus) โดยเฉพาะส่วนหัวที่ถูกปั้นขึ้นโดยอ้างอิงจากกะโหลกของ ไซส์โมซอรัส (ดิพโพลโดคัส) ทั้งหมด แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบแน่ชัด ชื่อที่ถูกใช้ในภาพยนตร์จริงกลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น มาเมนชิซอรัส แทน แต่ยังคงลักษณะสัดส่วนร่างกายทั้งหมดของ ไซส์โมซอรัส ไว้เช่นเดิม (แต่อย่างที่ทราบกันปัจจุบันนี้ชื่อ ไซส์โมซอรัส ก็ถูกยุบรวมเป็นสปีชี่ส์หนึ่งของ ดิพโพลโดคัส ไปแล้ว)

โดยผลงานภาพสเก๊ตช์ของ มาเมนชิซอรัส สำหรับ The Lost World นั้นออกแบบโดย Mark 'Crash' McCreery และ ลงสีโดย Jim Charmatz ส่วนโมเดล CGI ที่ใช้ในภาพยนตร์นั้น ไม่ได้สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการดัดแปลงมาจากโมเดลของ แบรคิโอซอรัส (Brachiosaurus) จาก Jurassic Park ภาคแรก โดยปรับให้คอยาวขึ้น กะโหลกยาวขึ้น และหางมีลักษณะคล้ายแส้มากขึ้น

โปรดิวเซอร์อย่าง Colin Wilson เคยให้ข้อมูลว่า เนื่องจากรูปร่างของ แบรคิโอซอรัส มีโครงสร้างใกล้เคียงกับ มาเมนชิซอรัส อยู่แล้ว ทีมงานจาก Industrial Light & Magic จึงสามารถนำโมเดล CG เดิมมาปรับแก้ได้ โดยการปรับแต่งโมเดลดังกล่าวดำเนินการโดย Ken Bryan ครับ

ที่มา: The Making of The Lost World: Jurassic Park by Don Shay and Jody Duncan, pp. 58-59

#มาเมนชิซอรัส

ที่อยู่

Bangkok
11130

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MR.DinoDiggerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์