15/02/2022
ไลโคปีน เป็นสารสีแดงจัดของแคโรทีน และแคโรทีนอยด์ พบในฟักข้าว มะเขือเทศ แตงโม และมะละกอ แต่ไม่พบในสตรอเบอรีและเชอรี โดยในเยื่อฟักข้าวมีไลโคปีนมากที่สุดประมาณ 2000-3000 ไมโคกรัม ต่อ กรัม น้ำหนักแห้ง มากกว่าซอสมะเขือเทศซึ่งมีมากเป็นลำดับสอง 200 เท่า โดยพบในฟักข้าวเป็นชนิดพิเศษเรียกว่า ไลโปแคโรทีน เป็นไลโคปีนสายยาวที่ดีที่สุด เชื่อมโยงแคโรทีนเข้าด้วยกันได้มาก ทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้มากที่สุด ไลโคปีนเป็นไฮโดรคาร์บอนซับซ้อนที่ไม่อิ่มตัว โดยโครงสร้างเป็นเตตราเทอรปิน ที่รวมกลุ่มของไอโซปรีนซึ่งเป็นการรวมตัวของคาร์บอนและไฮโดนเจนอย่างสมบูรณ์ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า มากกว่าเบต้า แคโรทีน 6 เท่า
เมื่อถูกดูดซับไลโคปีนจะถูกส่งถ่ายไปที่กระแสเลือดโดยมี ไลโปโปรตีน มารับช่วงต่อนำไปส่วนต่างของร่างกาย ไลโคโปรตีน เป็นสารอาหารที่ผสมระหว่าน้ำมันกับโปรตีน พบมากในน้ำผึ้งและน้ำมันเพอรีล่า จากนั้นไลโคโปรตีนจะนำไปสะสมไปที่ต่อมลูกหมาก ต่อมหมวกไต เต้านม รังไข่ มดลูก ปอด และไขมัน ซึ่งแสดงว่าไลโคปีนสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะดังกล่าว เช่น มะเร็งต่อมลูก ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมหมวกไต มะเร็งปอด ภูมิแพ้ ลดไขมันในเลือด นอกจากนั้นก็จะเดินทางไปส่วนอื่นในปริมาณที่รองลง เช่น ไต ตับ ผิวหนัง และปลายลำไส้ใหญ่ นอกจากนั้นพบว่า ไลโคปีนสามารถรักษามะเร็งเต้านม รังไข่ มดลูก และปากมดลูก รวมทั้งซีสได้ดี
เซลล์ประกอบด้วยเยื่อหุ้มที่เป็นไขมันที่เรียกว่า Plasma membrane ไม่ต่างอะไรกับหมูสามชั้น การที่ไลโคปีนละลายไขมันจึงสามารถเข้าไปในเซลล์ได้โดยผ่านเยื่อดังกล่าว และสามารถเข้าไปทำลายอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็งที่เข้าไปในเซลล์ได้ ในขณะเดียวกันหากเป็นเซลล์มะเร็ง ไลโคปีนก็จะปฏิบัติการเช่นเดียวกันทำลายศูนย์กลางหรือหัวใจของเซลล์และทำให้ฝ่อและตาย ซึ่งแตกต่างจากวิตามินที่ละลายน้ำ เช่น ซี และบี ที่ล้อมไม่ให้โตและไม่ทำลาย และแตกต่างจากกรดเอลลาจิกที่เหนียวนำโน้มน้าวให้เป็นพวก
ผลการวิจัยที่อังกฤษในปี 2554 ทดสอบผู้หญิงที่อายุเฉลี่ย 33 ปี พบว่าการบริโภคไลโคปีนควบคู่ไปกับน้ำมันสกัดเย็นสามารถควบคุมสารอนุมูลอิสระ ‘MMP-1’ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้คอลลาเจนแตกตัวได้ดี ในขณะเดียวกันก็พบว่าทำให้สารโปรคอลลาเจนเพิ่มขึ้น สารดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นคอลลาเจน การที่มีคอลลาเจนมากขึ้นและคงทนจะทำให้ลดการเกิดต้อ จอประสาทตาเสื่อม ทำให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อภายในแข็งแรงและคงทน สำหรับผู้หญิงแล้วจะทำให้ผิวสวยเรียบมากขึ้น เพราะว่าคอลลาเจนไปสร้างกล้ามเนื้อเรียบใต้ผิวหนัง และคอลลาเจนยังเป็นสร้างเซลล์ที่ทำหน้ากำจัดเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วออกจากร่างกาย เหมือนรถขนขยะ
ผลการทดลองใช้ น้ำมันไลโคปีนทาผิวหนังทำให้ผิวหนังเรียบขึ้น ฝ้าลด และสิว ซึ่งแสดงว่าไลโคปีนสามารถซึ่งผ่านเข้าในเซลล์ผิวหนังได้ดี และเข้าไปทำลายสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวหนังเสื่อมในระดับภายในเซลล์ ไม่ต่างอะไรกับการกินผ่านกระแสเลือด
ผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้น ต่อมลูกหมากและอัณฑะผลิตฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรสลดลง ทำให้เกิดการแบ่งตัวของของเซลล์ในต่อมลูกหมากมากเกิน จนโตและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ไลโคปีนจะช่วยลดการแบ่งตัวและทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อ ผลการทดลองใช้ไลโคปีนจากฟักข้าวทั้งในรูปของน้ำดื่มและผงบรรจุแคลซูลพบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งกลุ่มดังกล่าวมีค่า PSA ซึ่งเป็นค่าบอกการเป็นมะเร็งลดลง บางคนลดลงอย่างรวดเร็วมากภายใน 12 วันเท่านั้น ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สอดคล้องกับวิจัยของ Jatol.,et.al. (2007) ในกลุ่มประชากร 45,000 คน พบว่าคนที่บริโภคอาหารที่มีไลโคปีนสูง มีความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่าคนที่ไม่บริโภคอาหารที่มีไลโคปีน
การวิจัยในอิตาลีของ Paran and Engelhard (2001) พบว่าประชากรที่อยู่ทางใต้ที่กินอาหารที่ใช้มะเขือเทศสูงโดยเฉพาะปิซ่าที่ได้ไลโคปีนจากซอสมะเขือเทศเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าประชากรที่อยู่ทางเหนือที่บริโภคอาหารที่ไลโคปีนต่ำ ทั้งนี้ไลโคปีนเข้าไปช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัว เพิ่มการไหลเวียนของเลือด สร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
งานวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมีระดับไลโคปีนต่ำมาก หรือไม่มีเลย การให้ไลโคปีนจะทำให้เซลล์มะเร็งลดลง และจากงานวิจัยพบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม เมื่อให้ไลโคปีนจะทำให้มะเร็งลดลงและหายไปในเร็ววัน และคนที่ระดับฮอร์โมนต่ำ เมื่อให้ไลโคปีนจะมีระดับฮอร์โมนสูงขึ้น มีประจำเดือน มาตรงตามเวลา ไม่ปวดท้องก่อนมีประจำเดือน ช่องคลอดชุ่มชื่น ผิวสวย และอารมภ์ดี ลดอาการร้อนหนาว งานวิจัยยังพบว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่ฮอร์โมนสังเคราะห์มากจากการกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หรือได้รับโดยตรงและทำให้เกิดเนื้องอกหรือซีสในช่องคลอด พอให้ไลโคปีนไประยะหนึ่งจะทำให้เนื้องอกและซีสลดลงและหายไปในที่สุด
การเตรียมไลโคปีนจะต้องผ่านความร้อนในระดับ 100-180 องศา จึงจะทำให้แตกตัวและอยู่ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเซลล์ของไลโคปีนเกาะกันอย่างแข็งมาก และอยู่ในรูปที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพื่อให้ร่างกายปลอดภัย