29/07/2022
#เด็กขี้อาย_ขี้กังวล ส่วนใหญ่ตอนอยู่บ้านก็ร่าเริงดี บางคนพูดเก่งด้วยซ้ำ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สบายใจ ซึ่งอาจเป็นสถานที่ใหม่ เช่น โรงเรียนใหม่, บ้านเพื่อนใหม่.. หรืออาจเป็นบ้านตัวเองนี่แหละ แต่มีคนไม่รู้จักมาที่บ้าน เช่น เพื่อนของพ่อแม่, คุณย่าหรือคุณยายที่นานๆมาหา... ก็สามารถสร้างกังวลใจให้เด็กได้
ภายใต้ความขี้อายคือความกังวล หากพ่อแม่เข้าใจว่าลูกเป็นกังวลกับสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน หรือคนที่ไม่ค่อยพบกัน เราจะได้ไม่เร่งรัดลูกให้รีบสวัสดี หรือดันลูกเข้าไปยังโรงเรียนที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรก... เพราะจะยิ่งกังวลมากขึ้น ๆ หากพ่อแม่ให้เวลาเด็ก เด็กจะมีเวลาสำหรับทำความเข้าใจเรื่องใหม่นี้ได้นานพอ
ดังนั้น หากลูกเราขี้อาย ปรับตัวช้า สิ่งที่ควรนึกให้ออกอันดับแรกคือ #เตรียมเวลาให้มากพอ อย่าบอกลูกกะทันหัน, อย่าทำอะไรฉุกเฉิน จนลูกไม่ทันตั้งตัว
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เมื่อลูกขี้อาย....
1. พ่อแม่ควรอยากรู้ ความคิดและความรู้สึกลูก ด้วยท่าทียอมรับ
เราไม่ควรโฟกัสแต่พฤติกรรมขี้อาย, หลบข้างหลังพ่อแม่ อย่างที่บอก.. ภายใต้พฤติกรรมม้วนติ้วคือความกังวล เราก็ต้องช่วยให้ลูกได้ระบายความกลัวนี้ ถึงจะแก้ไขได้ตรง
พ่อแม่ควรตั้งคำถามปลายเปิด ด้วยท่าทีไม่ตัดสิน เช่น
“แม่เห็นลูกหลบข้างหลังแม่ ตอนคุณป้าน้อยมาหา ลูกคิดอะไรคะ.. / ลูกรู้สึกอะไรคะ”
“จะเปิดเรียนแล้ว ลูกรู้สึกยังไงคะ/ และกังวลอะไรอีกนะคะ”
ท่าทีของพ่อแม่สำคัญมากกว่าคำพูด พ่อแม่ต้องตั้งใจฟังลูก, ฟังเพื่อทำความเข้าใจลูก ไม่ใช่ฟังเพราะจะรีบสอน... ไม่เร่งรีบ ไม่ตัดบท.. เมื่อลูกรับรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับความรู้สึกกังวลของเขา ลูกจะกล้าพูดออกมา และความไม่รีบก็จะช่วยให้ลูกมีเวลานึกถึงความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งเลยนะคะ ที่เด็กไม่รู้ว่าตนเองคิดอะไรหรือรู้สึกอะไรอยู่... และพ่อแม่อาจช่วยลูกด้วยการถามนำก็ได้ เช่น “ลูกกังวลว่าครูที่โรงเรียนจะดุหรือ” เป็นต้น....
2. พ่อแม่รับรู้ความรู้สึกของลูกและยอมรับได้
หากพ่อแม่ยอมรับได้จริงๆ เราจะปลอบใจลูกได้ เช่น บอกลูกว่า ความรู้สึกกังวลหรือกลัวเป็นภาวะปกติ ผู้ใหญ่เยอะแยะก็กังวล หลายคนเวลาจะพูดกับลูกค้าหรือเจ้านายก็อาย ที่ลูกอายก็ไม่ได้ผิดอะไร
ลูกจะโล่งใจขึ้นเยอะที่เขาไม่แตกต่าง และมีคนมากมายบนโลกก็เป็นเหมือนกัน ....
3. พ่อแม่ช่วยลูกปรับตัวด้วยการพูดคุยล่วงหน้า ก่อนถึงเวลาจริง
การคุยกับลูกก่อนว่าควรทำตัวยังไงดี สามารถลดความกังวลลูกลงได้พอสมควรเลยค่ะ เป็นเหมือนการซักซ้อมบทบาทของตัวเองในสมอง ซึ่งดีกว่าไปเจอเหตุการณ์แบบไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน
เช่น ถ้าลูกกลัวป้าน้อย ทั้งๆที่ป้าน้อยก็ไม่ใช่คนใจร้ายกับเด็ก แต่อาจเพราะเขาเสียงดังโผงผาง เราก็บอกลูกว่า “ลองอยู่ใกล้ๆแม่สักพัก ยังไม่ต้องหนีไปไหน แล้วดูด้วยตาตัวเองมั้ยว่า เสียงดังๆแบบป้าน้อย จริงๆเขาไม่มีอะไร”
การคุยกันก่อนทำให้ลูกได้ดึงภาพในสมองออกมาคิด ลูกอาจเห็นภาพป้าน้อยที่ใจดีพร้อมๆกับเสียงที่ดังไปด้วยก็ได้.. จินตนาการเหล่านี้ ช่วยลดความกังวลลูกลงได้ ....
4. ให้ลูกเผชิญสิ่งที่กังวลในระยะเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆนานขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกก่อน
เมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้สึกว่าควบคุมได้ ลูกจะมั่นใจขึ้น ๆ พ่อแม่จึงควรให้ลูกอยู่ในเหตุการณ์ที่กังวลระยะเวลาสั้นๆ เช่น อนุญาตให้ลูกพบคุณป้าน้อยในช่วงแรกแป๊บนึง แต่ขอให้ยืนอยู่ข้างๆแทนการหลบข้างหลังก็พอ (อย่าบังคับให้สวัสดีนะคะ อันนี้ก้าวใหญ่ไปค่ะ) เมื่อลูกรู้สึกว่าทำได้ ครั้งต่อไปจะกังวลลดลง แล้วค่อยๆเพิ่มความยากนะคะ
ซึ่งวิธีนี้เราก็ต้องคุยกับลูกก่อน (ตามข้อ 3)....
โดยสรุป... เด็กขี้อาย, ขี้กังวล ต้องการเวลาในการทำใจ, ต้องการพ่อแม่เข้าใจ, ต้องการรู้สึกว่าตนเองปกติ, และต้องการความรู้สึกควบคุมได้แม้จะทีละนิด ๆ พ่อแม่จึงควรเข้าใจธรรมชาติของ “ความรู้สึกกังวล” อย่ามองเพียงแค่พฤติกรรมภายนอก (ที่เรามักรำคาญ) นะคะ
#ภายใต้ความขี้อายคือความกังวล ขอพ่อแม่เข้าใจ ขอพ่อแม่ให้เวลา ขอพ่อแม่ชวนคุยเพื่อได้เข้าใจตนเอง และได้ระบายความอึดอัด,... สุดท้ายขอพ่อแม่ช่วยวางแผนให้ลูกมีโอกาสปรับตัวทีละนิด ๆ นะคะ
#สลายก้อนความกังวล_อย่าพอกเพิ่ม😭
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก