10/11/2022
EP 9 ผีกองกอย ที่ท่าแฉลบ จันทบุรี
ในโลกนี้ ผมกลัวอยู่สามสิ่ง คือ เข็ม, ผี และเมีย เรียงลำดับจากน้อยไปหามาก ผมไม่ชอบความรู้สึกที่เข็มทิ่มเข้าไปในร่างกายของผม เรื่องผี ผมเป็นคนมีจิตนการสูงมาก และกลัวผีตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้ก็ยังไม่หาย ส่วนเรื่องเมีย ผมคงไม่ต้องอธิบาย ผมมั่นใจว่าผมมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เยอะ
วันนี้ผมอยากมาแชร์ประสพการณ์เรื่องผีกองกอยที่ผมประสพมากับตนเอง ถ้าคุณกลัวผี หรือไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ผมแนะนำให้คุณข้าม EP นี้ไปได้เลยนะครับ
ผมเป็นคนพูดคำหยาบไม่เป็น ไม่ว่าจะกูมึงหรือคำสบถต่างๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงเป็นเช่นนี้ รู้แต่ว่าอายที่จะกล่าวคำพวกนี้ออกมาจากปากของผม ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจถึงความอายเวลาถ้าผมต้องพูดคำหยาบ ก็จะประมาณว่าผมเดินเข้าห้องประชุม ใส่เสื้อผูกเนคไท แต่ไม่ได้ใส่กางเกง ผมไม่ใช่ผู้ดีอะไร แต่ผมอายที่จะพูดของผมเอง ในที่นี้ ผมขออนุญาตพูดว่า “ให้ตายสิโรบิ้น” แทนคำว่า “ฉิบหายล่ะ" เพื่อให้ผู้อ่าน เข้าถึงความคิดของผมในขณะนั้นๆได้ชัดเจนขึ้น
หนังผีเรื่องสุดท้ายที่ผมดูคือเรื่อง The Sixth Sense หลังจากคืนนั้น ผมไม่กล้าลุกไปฉี่ในห้องน้ำกลางดึกอีกเลย ผมไม่สามารถลืมฉากที่เด็กน้อยในเรื่อง ยื่นฉี่ในห้องน้ำที่บ้านตัวเอง แล้วมีผีเดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำได้ เวลาฉี่ตอนดึกทุกครั้ง ผมจะรู้สึกว่ามีใครยืนอยู่ข้างหลังเสมอ ผมแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการซื้อกระโถนมาวางข้างเตียง
คุณอาจเคยเห็นเด็กติดผ้าห่ม ติดตุ๊กตา หรือติดขวดนมอยู่บ่อยๆ แต่ผมเป็นผู้ใหญ่ที่ติดกระโถน ผมติดกระโถนมาก จะใช้หรือไม่ใช้ ผมต้องมีวางไว้ข้างๆเตียงเสมอ มันทำให้ชีวิตผมซับซ้อนมากขึ้น เพราะผมต้องคอยพกกระโถนไปด้วยเวลาที่ผมเดินทางไปต่างรัฐหรือต่างจังหวัด และมันทำให้ผมเสียบุคลิคนิดหน่อยเวลาที่พนักงานถือกระเป๋าเห็นกระโถนของผม แต่ผมว่ามันยังดีกว่าที่ผมต้องลุกขึ้นมาฉี่กลางดึกแล้วหันหลังกลับมาเจอสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น ผมยอมเสียบุคคลิก แต่ผมไม่ยอมเสียขวัญ
กองกอย เป็นผีป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะรูปร่างไม่เป็นที่ปรากฏชัด แต่โดยมากจะอธิบายว่าเป็นผีที่มีขาข้างเดียว เคลื่อนที่โดยการกระโดดไปด้วยขาเดียว และส่งเสียงร้องว่า "กองกอย ๆ" อันเป็นที่มาของชื่อ
เชื่อว่า ผีกองกอยจะดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของคนค้างแรมในป่า วิธีการป้องกันคือ ให้นอนไขว้ขาหรือชิดเท้ากันทั้งสองข้างและอย่านอนเอาขาหรือเท้าออกนอกเต็นท์นอน
ข้อมูลข้างต้น ผม Search มาจาก Google พวกเราจะได้นึกภาพและจินตนาการไปพร้อมๆกับผมด้วย เพราะผมจะไม่ยอมกลัวผีกองกอยคนเดียว
เมื่อปลายปี 64 ผมได้ไปเยี่ยมพ่อที่จันทบุรี และถือโอกาสไปกางเต๊นท์นอนที่ไร่ของพี่ชายผมที่ท่าแฉลบ ท่าแฉลบเป็นเมืองเล็กๆติดปากอ่าว ถนนที่วิ่งไปท่าแฉลบจะสิ้นสุดที่ท่าเรือ เป็นเมืองที่มีร้านอาหารทะเลสดและอร่อยมีชื่อเสียงอยู่หลายร้าน ใครไปเที่ยวจันทบุรี ให้ลองแวะไปทานอาหารทะเลที่นั่นกันดูนะครับ
ไร่ของพี่ชายผมมี Landscape ที่จัดไว้สวยงามมาก มีทุ่งหญ้า มีวัว มีบึง และติดชายน้ำปากอ่าว มีที่พักคนงานและมีคนงานประจำคอยดูแลไร่และสิ่งปลูกสร้าง ทุกครั้งที่ผมไปเยือน ผมรู้สึกเหมือนเข้าไปสู่อาณาจักรและมิติที่ผมไม่เคยเห็น พี่ชายผมชอบเลี้ยงหมาพันธ์ุหลังอาน ต้องบอกว่าเค้ามีเป็นฝูง หน้าตาไม่น่าไว้ใจเลยสักตัว มีตัวหนึ่งที่ดูจะดุกว่าเพื่อน มันชื่อไอ้ข้าวซอย ซึ่งสำหรับผม มันน่าจะชื่อไอ้เหี้ยม หรือไอ้โหดเสียมากกว่า
ที่บ้านนครนายก ผมมีคนสวนสองคน เป็นคนกะเหรี่ยง จอโด้และจอเช่เป็นฝาแฝดกัน หน้าตาหล่อกว่าผมทั้งคู่ นอกจากนั้น ผมมีแม่บ้านหนึ่งคน ซึ่งเป็นน้องสาวของเค้า ชื่อยาเคน สมัยตอนยาเคนมาใหม่ๆ ผมบอกแฟนว่าผมขอตั้งชื่อเค้าว่า ญาญ่า แต่แฟนผมไม่ยอม ดูความโหดร้ายของแฟนผมสิ แค่ขอมีความสุขเล็กๆเวลาเรียกแม่บ้าน เค้ายังไม่ยอมผมเลย โลกนี้ไม่ยุติธรรม ไม่งั้นป่านนี้ ผมมีญาญ่าเป็นของตัวเองแล้ว
ผมได้พาทั้งสามคนไปด้วย เผื่อต้องหากิ่งไม้มาจุดก่อกองไฟ ปิ้งอาหารและอื่นๆ และข้อสำคัญ ผมอยากพาพวกเค้าไปเปิดหูเปิดตาและพักผ่อนพร้อมกับผม เค้าคือครอบครัวผม
วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564 ผมจำได้อย่างแม่นยำ ลมหนาวเริ่มเข้า ทำให้อากาศเย็นสบาย สิ่งที่ผมไม่รู้และคิดไม่ถึงมาก่อน คือวันนั้นเป็นวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับวันพระพอดิบพอดี ถ้าความบังเอิญไม่มีในโลก แสดงว่า ชีวิตผมถูกกำหนดให้ไปอยู่ตรงจุดนั้นวันนั้นและเวลานั้น
ผมขับตรงไปท่าแฉลบ และให้จอโด้ จอเช่ ยาเคน ช่วยกันกางเต้นท์ ผมมีเต้นท์ใหญ่ที่นอนกันได้ 5 คน ซึ่งจะเป็นเต้นท์ของผมและแฟน และมีเต้นท์เล็กๆที่นอนได้เต้นท์ละ 2 คนอีกสองเต้นท์ ผมดูจุดยุทธศาสตร์แล้ว เต้นท์ผมจะอยู่ตรงกลาง ส่วนเต้นท์เล็กอีกสองเต้นท์ จะอยู่ ด้านซ้ายและขวามือของเต้นท์ผม โดยให้ทิ้งระยะกันพอสมควร เค้าจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงผมกรน เดี๋ยวเค้าจะนึกว่าในเต้นท์ผมมีหมีมานอนด้วย
จากนั้น ผมก็ไปทานข้าวกับครอบครัวผมที่บ้านในเมืองจันทบุรี เราอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ที่บ้านผม เวลาสั่งอาหารมากินกัน ผมจะรู้สึกเสียใจแทนชาวเอธิโอเปียทุกครั้ง คือมันจะเยอะมาก กินกันไม่อั้น อาหารเต็มโต๊ะ ผมฟาดหอยแครงตัวเขื่องไปคนเดียวเกือบกิโล ตามด้วยปูทะเลอีกสองตัว
ที่จันทบุรี เวลาเราไปซื้อปู เราเลือกได้ ระหว่างปูเนื้อ ปูไข่ หรือปูมัน ที่กรุงเทพ จะแยกปูไข่กับปูเนื้อเท่านั้น ผมไปขอซื้อปูมัน แม่ค้าหัวเราะผม หาว่าผมไม่รู้เรื่อง ผมได้แต่หัวเราะในใจและคิดว่า แม่ค้าแหละไม่รู้เรื่อง แต่ผมขี้เกียจไปเล่นกีต้าร์ให้ปลาฟัง
ตกค่ำ ทุกคนกลับไปที่ไร่ท่าแฉลบ มีหลานๆมากันด้วยหลายคน เราเล่นแค้มป์ไฟกันอย่างสนุกสนาน ผมชอบเล่นกีต้าร์ข้างกองไฟ มันเพลินดี ผมจะบังคับให้ทุกคน ปูเสื่อนั่งฟังและร้องตามไปด้วย ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ผมอยากสร้างความทรงจำดีๆไว้ให้กับคนทุกคนที่อยู่รอบข้างผม ความทรงจำที่สวยงาม มันจะอยู่ในใจคนรอบข้างเราตลอดไป เราเลือกได้ ว่าจะทิ้งความทรงจำแบบใหนไว้ให้เค้า ผมเลือกที่จะทิ้งความทรงจำที่สวยงาม
พอตกดึก หลังจากสนุกสนานกันตามประสา ทุกคนต่างก็แยกย้ายกลับบ้านพวกเค้าที่อยู่ในตัวเมือง แฟนผม ซึ่งเราสรุปกันว่าจะนอนเป็นเพื่อนผมที่เต้นท์ใหญ่ จู่ๆก็เดินมาบอกผมว่าเค้าจะกลับไปนอนบ้านแม่ในเมือง เค้าไม่อยากนอนเต้นท์
“อ้าว ทำกันอย่างนี้ได้ยังไง เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ รู้อยู่แล้วว่าพี่กลัวผี รู้งี้พี่หาเมียใหม่มานอนเป็นเพื่อนก็ดี คราวหน้าอย่าทำอย่างนี้อีกนะ” ผมคิดออกมาดังๆในใจ ก่อนที่จะเดินไปส่งเธอขึ้นรถอย่างหงอยๆ
เต้นท์ผมมันใหญ่มาก ใหญ่พอที่จะจุผมและผีอีกสี่ตัวสบายๆ ผมคิดถึงผีแล้วก็รีบเอาตะเกียงไฟฟ้าผูกห้อยไว้กลางเต้น ถ้าผมเปิดไฟนอน และถ้ามีผีมา ผมจะได้เห็นชัดๆ ไม่ต้องคลุมเครือหรือคิดไปเอง ถึงผมกลัวผี แต่ผมก็ฉลาดนะ
ผมนอนคิดถึงผีกองกอย ที่ชอบดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของคนค้างแรมในป่า โชคดีที่ผมเอาผ้าใบมาคู่หนึ่ง ผมลุกขึ้นมาใส่ร้องเท้าผ้าใบ ผูกเชือกร้องเท้าอย่างแน่นหนา แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ ถ้ากองกอยจะมาดูดหัวแม่โป้งผม ก็ต้องออกแรงแกะเชือกกันหน่อย ผมคิดแล้วรู้สึกว่าผมมีชัยชนะเหนืออะไรสักอย่าง สักพักผมก็ผ่อยหลับไปด้วยความเพลียโดยไม่รู้ตัว
ผมตื่นมากลางดึกด้วยเสียงหอนอย่างโหยหวนของหมาในไร่ มันหอนกันอย่างพร้อมเพรียงกัน โชคดีที่หมาทั้งฝูงจะอยู่แถวบ้านพักคนงาน ซึ่งห่างจากเต้นท์ผมประมาณ 100 เมตร พี่ชายผมเล่าว่า หัวหน้าคนงานได้เสียชีวิตกระทันหัน และมีคนโดนหลอกหลายคน รวมถีงพี่ชายผมด้วย พี่เค้าเล่าว่า มีวันหนึ่ง พี่ชายได้รับโทรศัพท์ที่โชว์เบอร์และชื่อว่าเป็นการโทรมาจากช่างคนนี้ ทั้งๆที่โทรศัพท์ของช่างคนนี้ วางอยู่บนหิ้งพร้อมรูปเค้า พี่ชายผมโทรกลับไป สายไม่ว่าง...
ลมหนาวกระโชกจนเต้นท์ผมกระพือเหมือนมีใครมาเขย่า ไฟตะเกียงผมดับสนิท เพราะผมไม่ได้เปลี่ยนถ่านก่อนมา ผมคลำหามือถือ แบตมือถือผมหมดอีก อย่างนี้มันไม่บังเอิญแล้ว ผมคิดด้วยความพรั่นใจ เธอหนอเธอ ทิ้งให้ผมนอนกลัวผีอยู่คนเดียว ถ้ามีเธออยู่ข้างๆ ผมจะไม่ค่อยกลัวผี เพราะผมมีสิ่งที่ผมกลัวกว่า ผมคิดว่าถ้าผีมา เธอเอาผีอยู่แน่ เธอดุกว่าผีเยอะ แต่นี่เธอไม่อยู่ ผมจะทำยังไงดีถ้าผีมาจริงๆ
จู่ๆผมก็ได้ยินหมาตัวหนึ่ง เดินหอนมาจากบ้านพักคนงาน ตรงมาทางเต้นท์ผม มันหอนไปเห่าไป เหมือนมันตามใครมา ผมเงี่ยหูฟัง ผมมั่นใจว่าผมได้ยินเสียงคนลากเท้าเดินมา มันชัดและใกล้มากขี้นทุกที เสียงมาหยุดตรงกองไฟที่ผมนั่งเล่นกีต้าร์ตอนหัวค่ำ เต้นท์ผมอยู่ห่างจากกองไฟประมาณ 30 เมตร ทันใดนั้น ผมเกิดปวดฉี่อย่างรุนแรง ความหนาวเย็นของอากาศ เป๊บซี่และอาหารเย็นมื้อใหญ่ รวมถึงเหตุการณ์สยองขวัญที่อยู่ต่อหน้า ทุกปัจจัย ทำให้ผมรู้สึกปวดมาก แต่ผมคิดว่าผมยอมปวดฉี่ตาย ดีกว่าโดนผีหลอกตาย ถึงแม้ว่าศพผมคงจะไม่สวยทั้งคู่ แต่ผมจะไม่ยอมออกไปฉี่ข้างนอกให้เข้าทางผีตัวนี้แน่ๆ
ผมคิดถีงกระโถนขึ้นมาได้ แต่ให้ตายสิโรบิ้น ผมลืมเอาสิ่งสำคัญมา ในใจแว่บขึ้นมาว่า ผมจะเจาะรูเต้นท์ และยื่นช้างน้อยของผมออกไปฉี่นอกเต้นท์ แต่อีกใจคิดว่า แล้วถ้าไอ้ข้างนอกมันเป็นผีกองกอยจริงๆ แล้วถ้ามันเห็นอะไรยื่นออกมา แล้วถ้ามันคิดว่าเป็นหัวแม่โป้งของผม.... แย่ล่ะ ผมตัดสินใจกลั้นปวดฉี่ต่อ
ผมหลับไปพร้อมกับการปวดฉี่อีกรอบหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหมาหอนและลมกระโชกหายไปหมด เหลือแต่ความเงียบสงัดและอากาศที่หนาวเย็น คราวนี้มันเงียบมากจนผมได้ยินเสียงปะทุของฟืนที่เหลือจากการเล่นรอบกองไฟตอนหัวค่ำ ความปวดฉี่มันยังอยู่แต่น้อยลงไปมากกว่าก่อนหน้านี้มาก แต่ที่เลวร้ายที่สุด คือผมรู้สึกว่าท้องผมเสีย มันอยากจะจู๊ดๆ ปวดฉี่ยังพอทนได้ ปวดจู๊ดๆมันทนไม่ได้
ห้องน้ำอยู่ที่เรือนไม้ ไม่ไกลจากเต้นท์ผมมากนัก ผมคำนวณในสมองว่า ถ้าผมเปิดเต้นท์ออกไป วิ่งหลับตาหรือหรี่ตาไปที่ห้องน้ำแล้วรีบเปิดไฟให้สว่าง ผมก็จะไม่มีโอกาสเห็นผี เพราะผีมันกลัวแสงไฟ ผมเห็นเค้าว่ากันอย่างนั้น และทุกอย่างก็น่าจะจบลงด้วยดี
ผมไม่มีเวลาคิดมากนัก ผมตัดสินใจรูดซิบเต้นท์ พุ่งตัวออกไปข้างนอก พยายามหรี่ตาและวิ่งไปที่เรือนไม้ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ผมทำได้ โชคยังเข้าข้างผม ที่ผมใส่ร้องเท้าผ้าใบนอน ทำให้ผมวิ่งได้เร็วกว่าปกติ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ต้น ตอนนั้นผมรู้สีกเหมือนเนสกาแฟ 3 in 1 คือผมปวดฉี่ ปวดอึ และกลัวผีในเวลาเดียวกัน
ข้างแรมมันมืดมากจริงๆ มีเพียงแสงที่มาจากเสาไฟโซล่าเซลล์ริบหรี่ๆหนึ่งดวง และแสงจากกองฟืนที่กำลังจะมอดเท่านั้น บวกกับบรรยากาศที่เยือกเย็น มันเป็นบรรยากาศที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตผม แต่วินาทีนั้น ผมไม่มีเวลาที่จะกลัวอีกต่อไป เพราะพม่าบุกประชิดถึงกำแพงวัดพระแก้วแล้ว
ผมวิ่งข้ามสะพานไป เลี้ยวซ้ายเข้าห้องน้ำได้ทันเวลา แต่พอผมเปิดสวิชไฟ ไฟห้องน้ำดันไม่ติด (มารู้ที่หลังว่าแฝดคนสวนของผม หวังดี ปิด Breaker ที่ตู้ควบคุมก่อนเข้านอน เค้าต้องการประหยัดไฟให้พวกผม) คุณเห็นไม๊ ความบังเอิญไม่มีจริง ผมถูกกำหนดไว้แล้ว ว่าผมต้องโดนผีหลอกคืนนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะวิ่งไปที่ตู้ควบคุมไฟแล้ว พวกพม่าเริ่มเคาะประตูวัดพระแก้วชั้นใน โชคดีที่ผมอยู่ในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว ผมแก้ใขปัญหาเปลาะใหญ่สุดได้แล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องน่าจะจบด้วยดี
ผมก้มลงแกะเชือกผูกร้องเท้าที่ผมมัดเป็นปมอย่างแน่นหนา แต่ผมแกะเชือกไม่ออก แกะยังไงก็แกะไม่ออก ผมผูกไว้แน่นเกินไป ทันใดนั้น พม่าก็ตีกรุศรีแตก
ผมไม่อยากเล่าต่อ แต่คุณคิดภาพเอาเองละกัน ผมใส่เสื้อสีขาวตาห่านคู่ กางเกงชาวเลลายดอกกุหลาบอย่างดีที่ซื้อมาจากตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ ถุงเท้าและรองเท้ายี่ห้ออาดิดาส ซื้อจากโรงเกลือ ทหารพม่ากระจัดกระจายไปทั่วหัวเมืองทั้งเหนือและใต้ ให้ตายสิโรบิ้น ผมจะทำยังไงดี ผีก็กลัว พม่าก็บุกแบบโหดเหี้ยมทารุณ ไร้เหตุผลมาก ทั้งเสื้อกางเกง ร้องเท้าถุงเท้า มีทหารพม่าติดอยู่เต็มไปหมด
ผมค่อยๆบรรจงแกะเชือกรองเท้าออกจนได้ ในที่สุด ผมก็จัดการกับรองเท้าและกางเกงผมได้สำเร็จ ส่วนเสื้อ ผมไม่สามารถถอดออกได้ ผมกลัวทหารพม่ามาจะติดที่หัวผม ผมคิดอยู่พัก แล้วก็ตัดสินใจฉีกเสื้อให้ขาดเป็นชิ้นๆอย่างบ้าคลั่งด้วยมือ ถ้าผีมีจริงวันนั้น และบังเอิญมาเห็นผม ผีน่าจะกลัวผม เพราะจังหวะนั้น ผมจะประมาณ The Hulk ในหนังเรื่องมนุษย์เขียวเวลาโกรธและฉีกเสื้อตัวเอง
ความกลัวผีหายไปหมด เหลือแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในที่สุดผมก็กู้กรุงศรีกลับคืนมาได้ ปัญหาต่อไปคือ ผมต้องวิ่งกลับไปที่เต้นท์ของผมโดยปราศจากสิ่งห่อหุ้มร่างกายใดๆ แม้กระทั่งรองเท้า ผมรู้สึกเหมือนเด็กแรกเกิดอีกครั้ง
ผมคิดว่าถ้าผมค่อยๆย่องกลับไปที่เต้นท์ คนสวนและแม่บ้านผมคงไม่ตื่นง่ายๆ ผมจะย่องให้เงียบที่สุด คิดแล้วผมก็เปิดประตู ผมสะดุ้งเฮือก เมื่อได้สัมผัสกับลมและอากาศข้างนอกที่เย็นเจี๊ยบ
ผมเดินย่องเลี้ยวขวา ข้ามสะพานไป พอผมข้ามสะพานไป ผมเห็นก้อนสีน้ำตาลอยู่ใต้ต้นไม้ทางขวามือ ตอนแรกนึกว่ากองหญ้า พอกำลังจะผ่าน ไอ้ก้อนสีน้ำตาลที่ผมเห็น มันขยับตัวเหมือนสะดุ้ง มันลุกขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่ผม มันคือไอ้ข้าวซอยตัวดุของพี่ชายผม มันคงตกใจนึกว่าเจอผีเมื่อเห็นผมในสภาพนั้น และทำท่าจะวิ่งเข้ามาทางผม
เท่านั้นเอง ผมตะโกนเรียกชื่อมัน เผื่อมันจะคิดออกว่าผมรู้จักชื่อมัน แสดงว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ผมตะโกน “ข้าวซอย ข้าวซอย” ด้วยเท้าที่เปลือยเปล่า ทำให้ผมต้องกระโดดหยองแยงไปที่เต้นท์ผม ปากก็ห้ามหมาไม่ให้เข้ามากัดผม “ข้าวซอย ข้าวซอย”
ผมได้ยินเสียงเหมือนคนงานของพี่ชายตะโกนกันโวกเวกแว่วๆ แต่ตอนนั้น ผมไม่มีเวลาที่จะสนใจเรื่องอื่น ไอ้ข้าวซอยมันกำลังจะกัดก้นผม ผมต้องเอาตัวรอดก่อน เป้าหมายผมคือเต้นท์ ผมพุ่งเข้าไปในเต้นท์ได้อย่างปลอดภัย รีบใส่เสื้อผ้า และนอนต่อด้วยความระทึกใจปนเพลีย
วันรุ่งขึ้น ระหว่างทางขับรถกลับบ้านกรุงเทพ น้องสะใภ้ผมโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่ๆ เมื่อคืน มีคนงานที่ไร่ เห็นผีกองกอยกระโดดไปมาอยู่แถวหน้ากองไฟหน้าเต้ท์พี่ พี่เห็นบ้างไม๊?”
ผมกระดิกนิ้วโป้งเท้าของผม ให้แน่ใจว่านิ้วโป้งเท้าผมยังอยู่ทั้งคู่ แล้วก็ตอบกลับสั้นๆว่า “ผีกองกอย ไม่มีในโลก มีแต่พวกพม่ายกทัพมาตีกรุศรีอยุธยา “ ผมตอบพลางยิ้มและขับรถต่ออย่างมีความสุข
ผมมีพลอยและพระสมเด็จองค์เล็ก มาแบ่งปันให้ 5 คอมเม้นต์แรก ที่บอกยี่ห้อรองเท้า + ของแจกได้ถูกต้อง เช่น “บาจา + พลอย” ผมจะส่งสิ่งนั้นไปให้ แต่รองเท้าผมให้ไม่ได้ เพราะผมได้โยนเข้าไปในกองไฟตอนเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับกางเกงชาวเลและเสื้อตราห่านคู่เรียบร้อยแล้ว......
Oh @ Somdej Square
ผมและแงซายฝาแฝดทั้งสอง รวมทั้งญาญ่าของผม