Ploythonglompetch Thammachotmongkhol

Ploythonglompetch Thammachotmongkhol หนังสืออ่านนอกเวลาเล่มหนึ่ง ที่มีหลากหลายมิติ และยังคงเขียนต่อเนื่อง ด้วยปณิธานเดิม

25/02/2026
15/02/2026
สรุปสถานการณ์กับเวียดนาม ( )•  Trump ประกาศ “reciprocal tariffs” (ภาษีตอบโต้) ตั้งแต่ต้นปี 2025 โดยเริ่มจาก universal 10...
22/01/2026

สรุปสถานการณ์กับเวียดนาม ( )

• Trump ประกาศ “reciprocal tariffs” (ภาษีตอบโต้) ตั้งแต่ต้นปี 2025 โดยเริ่มจาก universal 10% แล้วเพิ่มเป็น country-specific สูงสุด 46% สำหรับเวียดนาม (เพราะ surplus การค้ากับสหรัฐฯ สูงมาก และถูกมองว่ามี transshipment จากจีน)

• แต่หลัง negotiate หนัก ในเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2025 Trump ประกาศ deal กับเวียดนาม: ลดเหลือ 20% บนสินค้านำเข้าจากเวียดนาม (ต่ำกว่าที่ขู่ 46%) แต่เวียดนามต้องให้ market access ดีขึ้นสำหรับสินค้าสหรัฐฯ (เช่น ลดภาษีนำเข้าสินค้าอเมริกันเกือบหมด รวมอาหารและอุตสาหกรรม) + มาตรการป้องกัน transshipment จากจีน (เช่น 40% tariff ถ้าพบว่าสินค้าจากจีนแอบผ่าน)

• บางสื่อเรียกมันว่า “protection fees” หรือ “ค่าคุ้มครอง” เพราะเวียดนามจ่ายผ่านการยอมรับ tariff สูง + ซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม (เช่น Boeing, ag commodities) เพื่อแลกกับไม่โดน tariff สูงกว่านี้ และเพื่อ “ความมั่นคง” จากอิทธิพลจีน

• ล่าสุด (ม.ค. 2026) เวียดนามยัง surplus สูงสุดเป็นประวัติการณ์กับสหรัฐฯ แม้มี tariff 20% แล้ว Trump ก็ยังกดดันต่อผ่าน nominee ambassador คนใหม่ที่เน้น “imbalanced trade”

🇹🇭 ส่วนประเทศไทย ( )

• ไทยโดน reciprocal tariffs เหมือนกัน ตั้งแต่ Aug 2025 ที่ 19% (ต่ำกว่าเวียดนามนิดหน่อย จากเดิมขู่สูงถึง 36%)

• รัฐบาลไทย (สมัยก่อนเลือกตั้ง) negotiate ได้ framework deal ในปี 2025: ยอมรับ 19% แต่ได้ exemptions บางสินค้า + commit เรื่อง supply chain resiliency (ลด dependency จีน) และซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม (เช่น aircraft, energy มูลค่าหลายหมื่นล้าน)

• ตอนนี้ไทย “ยังพอมีเวลา” เพราะหลังเลือกตั้ง (สมมติเพิ่งจบหรือกำลัง) รัฐบาลใหม่ยังไม่นั่งเต็มตัว ทำให้ negotiation ช้า แต่ Trump ไม่รอช้า — เขาใช้ tariffs เป็น leverage หลัก ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่รีบ deal หรือไม่ยอม concession เพิ่ม (เช่น ซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น หรือมาตรการ anti-China) อาจโดนปรับ tariff สูงขึ้น หรือ targeted measures เพิ่มใน 2026
• TPSO (สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) ของไทยเตือนแล้วว่าปี 2026 การส่งออกอาจติดลบ -3.1% ถึง +1.1% เพราะ full impact ของ tariffs + เศรษฐกิจจีนชะลอ ถ้า Trump ยังอยู่และไม่ “สิ้นไปก่อน” (อย่างที่คุณว่า) ไทยอาจต้องจ่าย “เพิ่ม” ผ่าน deal ใหม่ ๆ เหมือนเวียดนาม

🧩ความเห็นโดยรวม

มอง tariffs เป็น “most beautiful word” และใช้มันแบบ transactional จริง ๆ — ไม่ใช่แค่ แต่เหมือน “ #เรียกเก็บค่าคุ้มครอง” จากประเทศที่ surplus กับสหรัฐฯ หรือใกล้ชิดจีนมากเกินไป ประเทศเล็ก ๆ อย่างเวียดนามและไทยโดนหนักเพราะไม่มี leverage เท่าจีนหรือ EU แต่ไทยยังมี buffer เพราะ negotiation กำลังดำเนิน และ Trump ถอยได้เร็วถ้าได้ concession (เหมือน Greenland หรือ Panama ที่ถอยหลังขู่)
ถ้ารัฐบาลไทยใหม่ negotiate ดี (เช่น ซื้ออาวุธ/เครื่องบินเพิ่ม หรือ align กับ US เรื่อง China) อาจลด tariff ได้ exemptions มากขึ้น
แต่ถ้าช้า… อาจเจอ pressure เพิ่มแน่นอน สงสารเศรษฐกิจไทยจริง ๆ 😔

“ #วิธีการช่วยไทยรอดจากอเมริกา”

#มุมมองส่วนตัว หมายถึงการหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล Trump เช่น reciprocal tariffs (ภาษีตอบโต้) ที่ไทยโดน 19% ตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม แต่คำว่า “รอด” อาจฟังดูดราม่า ผมจะตอบแบบ realistic ตามข้อมูลจริงจากนโยบายและกลยุทธ์ที่ไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้อยู่ โดยเน้น high-level strategies ที่ถูกกฎหมายและยั่งยืน ไม่ใช่การต่อต้านหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย
จากข้อมูลล่าสุด (ม.ค. 2026) ไทยได้ negotiate framework agreement กับสหรัฐฯ แล้วในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งช่วยลดแรงกดดันลงบ้าง: ไทยยอมลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 99% เพื่อแลกกับสหรัฐฯ คงภาษี 19% (แทนที่จะสูงถึง 36% ที่ขู่ตอนแรก) และยกเว้นภาษีบางสินค้า แต่ถ้าต้องการ “รอด” ยั่งยืน ต้องใช้กลยุทธ์หลายด้าน ดังนี้:

1. เน้นการเจรจาและ Diplomatic Engagement (ไม่ confront แต่ negotiate)
• รัฐบาลไทยควรเร่ง negotiate bilateral deals เพิ่มเติมกับสหรัฐฯ เพื่อขอ exemptions (ยกเว้นภาษี) สำหรับสินค้าสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหาร โดยยอม concession บางอย่าง เช่น ซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม (เช่น Boeing, อาวุธ, พลังงาน) หรือ align นโยบายต่อต้านจีน (เช่น ป้องกัน transshipment จากจีนผ่านไทย) ซึ่งเวียดนามและอินโดนีเซียทำแล้วได้ผล ลดภาษีลงเหลือ 19-20% เหมือนไทย

• ใช้พันธมิตรเก่า เช่น สนธิสัญญา Cobra Gold (ความร่วมมือทางทหาร) เพื่อ leverage ใน negotiation เพราะ Trump ชอบ transactional style — ให้ประโยชน์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับ concessions

• ตัวอย่าง: ไทยมั่นใจว่าจะได้ผลดีจากการเจรจา ลดภาษีเหลือใกล้ 10% ถ้า negotiate ดี
2. Diversify Markets และ Supply Chains (กระจายความเสี่ยง)

• ลด dependency บนตลาดสหรัฐฯ (ซึ่งคิดเป็น 19% ของการส่งออกไทย) โดยหันไปตลาดใหม่ เช่น India, Middle East, CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม), EU, และ EFTA (Iceland, Liechtenstein, Norway, Switzerland) — ไทยเพิ่งเซ็น economic partnership กับ EFTA ในปี 2025

• Adopt “China+1” strategy: ย้าย supply chain บางส่วนจากจีนมาที่ไทย เพื่อดึงดูด FDI (การลงทุนต่างชาติ) จากบริษัทที่หลีกเลี่ยง tariffs สหรัฐฯ เช่น ในอุตสาหกรรม EV, AI, และ solar cells แต่ต้อง upgrade มาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) เพื่อผ่าน non-tariff barriers

• ธุรกิจไทยควร re-examine supply chains หาแหล่งวัตถุดิบใหม่จาก Central America หรือ India เพื่อ nearshoring และลดความเสี่ยง

• TPSO (สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) แนะนำแบบนี้ เพื่อให้การส่งออกปี 2026 ไม่ติดลบหนัก (คาด -3.1% ถึง +1.1%)
3. เสริมความเข้มแข็งภายในประเทศ (Domestic Resilience)

• รัฐบาลควรออก stimulus packages เพื่อ buffer เศรษฐกิจ เช่น สนับสนุน SMEs, ลดภาษี VAT ชั่วคราว, หรือลงทุน infrastructure/tourism เหมือนที่ไทยทำ 4.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025

• ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น food security, tech cycle (AI/EV), และ sustainability เพื่อให้สินค้าไทยแข่งขันได้แม้มี tariffs

• ถ้าศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าสิทธิ์ Trump ในการเก็บ tariffs มีขีดจำกัด (คาด ruling ในปี 2026) อาจช่วยไทยได้โดยอัตโนมัติ เพราะสหรัฐฯ อาจ refund tariffs บางส่วนและลดแรงกดดัน

4. Regional Cooperation และ Hedging (ร่วมมือระดับภูมิภาค)

• เสริมบทบาท ASEAN เพื่อ collective response — แม้ ASEAN จะไม่ retaliate แต่สามารถกำหนด principles ร่วมกันในการ negotiate กับสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้ fragmented (เช่น เวียดนาม negotiate ก่อนได้ดีลดีกว่า คนอื่นตาม)

• หาพันธมิตรใหม่ เช่น เซ็น FTA กับ EU, Canada, Eurasian Economic Union (รัสเซีย) เพื่อ hedge ต่อ unpredictability ของสหรัฐฯ — อินโดนีเซียทำแล้วได้ CEPA กับ EU ในปี 2025

• กลาง ๆ อย่างญี่ปุ่นและไต้หวันสามารถนำใน regional resilience เพื่อสร้าง parallel structures สำหรับเศรษฐกิจและความมั่นคง ไม่ confront สหรัฐฯ แต่เสริม position

โดยรวม การ “รอด” ไม่ใช่การหลีกหนี แต่เป็น adaptation — ไทยมีจุดแข็งคือฐานผลิตสำคัญและพันธมิตรกับสหรัฐฯ มานาน ถ้าใช้ negotiation + diversification ดี ๆ เศรษฐกิจจะ resilient มากขึ้น แต่ถ้า Trump escalate (เช่น เพิ่ม tariffs ถ้าไทยไม่ comply)

Mahachaad International co.,Ltd

Address

Kota Bharu

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Ploythonglompetch Thammachotmongkhol posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share